พาณิชย์ลุยสวนทุเรียนดันใช้สิทธิ FTA

เศรษฐกิจ ข่าว
กรมการค้าต่างประเทศ ลงพื้นที่สวนทุเรียนภาคตะวันออก ผลักดันผู้ประกอบการทุเรียนไทยใช้สิทธิ FTA สร้างแต้มต่อทางการค้า

 

 

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ทางการค้า สำหรับการส่งออกสินค้าทุเรียนไปประเทศจีนให้แก่ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการสวนทุเรียน ณ จังหวัดระยอง รวมถึงชี้แจงแนวทางการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้กรอบความตกลงทางการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดต้นทุนและสร้างแต้มต่อทางการค้า

 

โดยปัจจุบันทุเรียนไทยได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดจีน โดยปี 2565 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นปริมาณ 791,787.08 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,097.94 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในไตรมาสแรกของปี 2566 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นปริมาณ 70,728.81 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 224.18 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 346.66 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 228.35 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คาดว่าทั้งปี 2566 ไทยจะมีผลผลิตทุเรียน (ภาคตะวันออก) ออกสู่ตลาดในปริมาณ 782,942 ตัน ซึ่งคาดว่าจะส่งออกได้ 715,990 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 91.44

 

โดยการส่งออกทุเรียนสดไปจีนจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้า (0%) ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) และกรอบความตกลง RCEP ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้สิทธิ FTA ส่งออกทุเรียนไปจีนจะต้องขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ากับกรมการค้าต่างประเทศ

 

โดยกรอบความตกลง ACFTA ใช้ Form E , กรอบความตกลง RCEP ใช้ Form RCEP นอกจากนี้ ผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) คือ ผลไม้ไทยที่ส่งออกไปจีนต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phyto Certificate) กำกับไปด้วยทุกครั้ง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผลไม้มาจากแปลงปลูกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP ซึ่งในขั้นตอนนี้ กรมวิชาการเกษตรได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนผลไม้กับโรงคัดบรรจุกับ GACC เพื่อยืนยันความถูกต้องแหล่งที่มาของผลไม้

 

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา กรมฯ ได้พบปัญหาว่าสินค้าทุเรียนมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อส่งออกไปจีน โดยใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form E ปลอม เพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ดังนั้น กรมฯ จึงได้กำหนดมาตรการ และแนวปฏิบัติในการออกหนังสือรับรอง Form E โดยกำหนดให้ทุเรียนสด และทุเรียนแช่แข็งอยู่ในบัญชีสินค้าเฝ้าระวัง ของกรมฯ อีกทั้งเพิ่มความเข้มงวด และรัดกุมในการยื่นขอ Form E

 

โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องระบุข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการขอ Form E ตามประกาศกรมฯ ได้แก่ ข้อความยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า วันที่ส่งออก ด่านที่ส่งออกของไทย ประเภทยานพาหนะ และชื่อยานพาหนะ พร้อมให้ผู้ส่งออกแนบเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ หนังสือรับรองว่าเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในไทย และผลิตถูกต้องตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศผู้ให้สิทธิ (หนังสือรับรองกรม) และเอกสารหลักฐานอื่นที่แสดงการได้มาซึ่งสินค้าที่สามารถตรวจสอบและเชื่อถือได้

 

นอกจากนี้ กรมฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาการปลอมแปลงหนังสือรับรองเป็นอย่างมาก จึงได้ดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยการพัฒนาระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือที่เรียกว่า ระบบ DFT SMART Certificate of Origin (DFT SMART C/O) ซึ่งจะช่วยให้การปลอมแปลงหนังสือรับรองฯ ทำได้ยากขึ้น และยังได้เร่งแก้ปัญหาโดยการประสานงานกับศุลกากรปลายทางอย่างใกล้ชิด

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศุลกากรจีนที่พบปัญหาการปลอมแปลงเอกสารหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทุเรียน เพื่อระงับหนังสือรับรองฯ ปลอม และไม่ให้กระทบการส่งออกของผู้ส่งออกที่ใช้หนังสือรับรองฯ จริง และกรมฯ ยังมีแผนที่จะทำความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบการออกหนังสือรับรองฯ ระหว่างกันต่อไปในอนาคตอีกด้วย

 

ทั้งนี้ กรมฯ พร้อมจะให้คำปรึกษา ดูแล และปกป้องผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากมีข้อสงสัยด้านการค้าต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews