รองนายกฯสุพัฒนพงษ์ ย้ำ รัฐบาลทำงานร่วมเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ลดกีดกันทางการค้า
ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 40 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษ “ร่วมแรง ร่วมใจ ยกระดับไทย สู่ความยั่งยืน” ว่า หลังจากรับมอบสมุดปกขาวข้อเสนอแนะแนวทางการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน
ย้ำว่า เวลานี้ต่างประเทศมองประเทศไทยยังมีโอกาสและความร่วมมือสามาถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความไว้วางใจที่ชาวต่างชาติยังคงไว้ใจประเทศไทย โดยผู้ลงทุนต่างชาติบางส่วนที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้รับการดูแลอย่างดีจากประเทศไทย ทำให้รักษาเสถียรภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี
แม้จะประสบปัญหาในเรื่องของ supply chain ทำให้เกิดการตอกย้ำสร้างความเชื่อมั่นที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ จากตะวันออกกลางละตินอเมริกา ที่ต้องการจะเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทย จึงถือเป็นโอกาสที่ดีจากการประชุมเอเปค ถือว่าประสบความสำเร็จจากความร่วมมือของภาคเอกชน หน้าที่ของรัฐบาลจากนี้ พยายามจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง สร้างระบบนิเวศการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นจะสามารถเดินหน้าได้ทันที
เมื่อโควิด 19 คลี่คลาย ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อได้ จากการที่รัฐบาลพยายามคลี่คลายปัญหาทำให้เกิดโอกาสมากขึ้น ในส่วนของอุตสาหกรรมใหม่ ในช่วงที่เกิดวิกฤต รัฐบาลพยายามที่จะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อทำให้เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ ทั้งการลงทุน EV การลงทุนไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซึ่งเวลานี้เริ่มที่จะทยอยลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น มั่นใจจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในอีกไม่นานนี้
และเรื่องใหม่ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ร่วมกับเอกชนในเอเปค คือ เศรษฐกิจ BCG มั่นใจว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเดินหน้าใช้ทรัพยากรดูแลสิ่งแวดล้อม เหมาะสมกับประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องของ Food Security ที่เชื่อมโยงมาจากปัญหาโลกร้อน ซึ่งเศรษฐกิจ BCG จะทำให้ประเทศไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นสำหรับโลกในอนาคตได้ โดยรัฐบาลพร้อมที่จะร่วมกับภาคเอกชนในการผลักดันยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐานชัดเจน ซึ่งจะไม่ถูกกีดกันทางการค้าในอนาคต ที่จะมีออกมามากขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีช่องทางในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสากลได้มากขึ้น และถือเป็นจังหวะที่ดี ที่จะใช้เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะต่อยอดฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตให้ดีกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม มองว่าหลายจังหวัดเป็นระเบียงเศรษฐกิจได้ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อใช้ในแต่ละพื้นที่ มีโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะตัว ไม่เป็นภาระงบประมาณมากนัก หากมีซัก 3-4 ระเบียงเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เชื่อว่าจะสามารถรักษาภาวะเศรษฐกิจของไทยให้มั่นคงได้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจมีการลงทุนพลังงานสะอาด สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เฉพาะใน EEC เพียงอย่างเดียว และภายใน 90 วันจากนี้ อาจเห็นผลการศึกษาและเห็นระเบียงเศรษฐกิจที่มีความเป็นไปได้มากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศได้มากขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยเวลานี้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มที่
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews