อวสานน้ำมันถูก! ผ่าวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง สะเทือนเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจ ข่าว

ภาพจำของยุค “น้ำมันราคาถูก” อาจกลายเป็นเพียงอดีตที่เราต้องเก็บไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างดุเดือด ไม่ได้เป็นเพียงสงครามสาดกระสุนและขีปนาวุธ แต่คือ “สงครามเศรษฐกิจ” ที่กำลังเขย่าโครงสร้างพลังงานของโลกทั้งใบ และประเทศไทยในฐานะผู้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึง 85% กำลังยืนอยู่บนปากเหวของวิกฤตที่อาจลากยาวไปอีกนับปี

 

ความหวังที่ว่าเมื่อเสียงปืนสงบลง ก๊อกน้ำมันจะถูกเปิดและทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติในชั่วข้ามคืนนั้น เป็นเพียงภาพลวงตา ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวสะท้อนความจริงอันน่าตกใจไว้ในรัฐสภาว่า “ราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป อย่างน้อย 1-2 ปี” คำกล่าวนี้ไม่ใช่การขู่ให้กลัว แต่เป็นข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมปิโตรเลียมและเศรษฐศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

น้ำมันโลกหายไปแล้ว 12 ล้านบาร์เรลจากสงคราม

 

คุณภานุรัช ดำรงไทย – ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ผู้คร่ำหวอดในวงการขุดเจาะน้ำมันมาเกือบ 30 ปี อธิบายภาพความพินาศของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไว้อย่างน่าสนใจในรายการ “เปิดปาก” ทางไทยรัฐทีวีว่า โลกของเราใช้น้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล โดย 20 ล้านบาร์เรลมาจากตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบันซัพพลายน้ำมันหายไปจากระบบแล้วถึง 11-12 ล้านบาร์เรล 

 

การฟื้นฟูระบบไม่ได้ง่ายเหมือนการกดสวิตช์ไฟ เมื่อเรือไม่สามารถเข้ามารับน้ำมันได้ ถังเก็บที่เต็มล้นบังคับให้ผู้ผลิตต้อง “ปิดหลุมเจาะ” นับพันแห่ง น้ำมันดิบที่ค้างอยู่ในท่อและถังเก็บเมื่อไม่ได้ขับเคลื่อน จะมีสภาพหนืดข้นไม่ต่างอะไรกับ “นมข้นหวานที่ถูกนำไปแช่ตู้เย็น” “…อย่าไปนึกว่าเปิดปุ๊บมันจะติดปั๊บ มันใช้เวลาเป็นเดือน กระบวนการพวกนี้กว่าจะกลับไปหา 100% ได้ น่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี…” คุณภานุรัช สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการล้างระบบและฟื้นฟูการผลิต

 

วิกฤตนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการใช้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ช่องแคบแห่งนี้เปรียบเสมือน “คอขวด” ที่แคบที่สุดแต่สำคัญที่สุด หากถูกปิดล้อมก็ไม่ต่างอะไรกับนักเลงที่ยืนขวางปากซอย ต่อให้คนท้ายซอยจะมีของดีแค่ไหนก็ส่งออกไปขายไม่ได้ นอกจากนี้ การโจมตี “โรงอัดก๊าซธรรมชาติ” ทำให้แม้จะขุดก๊าซขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว (LNG) เพื่อขนส่งทางเรือได้ วิกฤตนี้จึงลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สินค้าพลาสติก และปุ๋ยการเกษตร ที่พากันขาดแคลนและราคาพุ่งทะยาน

 

เศรษฐกิจไทยโตช้าอยู่แล้ว และ “จะช้ามากกว่าเดิม”

 

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ – นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้มองทะลุไปถึงผลกระทบระดับมหภาคที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ โดยประเมินว่าโครงสร้างราคาน้ำมันดิบของโลกอาจไปตั้งฐานใหม่เฉลี่ยที่ 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะนำพาโลกและไทยเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะโตช้าอยู่แล้ว อาจถูกกดทับให้โตเพียง 1-2% ในขณะที่ค่าครองชีพและราคาสินค้ากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

รศ.ดร.สมชาย ได้ฝากคำเตือนที่ทรงพลังไว้ว่า “วิกฤตวันนี้นะฮะ เป็นวิกฤตที่ผมว่าหนักที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2… หนักกว่าโควิด เพราะอันนั้นเป็นแค่ด้านสาธารณสุข แต่วันนี้มันทุกมิติ ทั้งพลังงาน อาหาร ความมั่นคง สังคม”

 

 

ทางรอดเดียวคือการ “ผ่าตัดใหญ่” โครงสร้างประเทศ

 

เมื่อการพึ่งพาน้ำมันดีเซลและการอุดหนุนราคาแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำได้ตลอดไป วิกฤตครั้งนี้จึงควรถูกใช้เป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลและเอกชนต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าพลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันพลังงานสีเขียว (Green Energy) อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่นโยบายบนแผ่นกระดาษ

 

ถึงเวลาที่เราต้องคิดนอกกรอบ เช่น การสร้างระบบ “Microgrid” ผลิตและแบ่งปันไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภายในชุมชน การรื้อระบบขนส่งที่พึ่งพารถบรรทุกมาใช้ระบบรางแบบยุโรป ไปจนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมระดับปัจเจกบุคคลและภาคธุรกิจ เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง

 

สงครามในตะวันออกกลางอาจดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่บิลค่าไฟ ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม และป้ายราคาสินค้าในตลาด คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า “โลกใบนี้เชื่อมต่อกันแน่นหนาเพียงใด” และนี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อเอาตัวรอดจากพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น.

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่