Home
|
อาชญากรรม

ดาบตำรวจ พยานสำคัญคดีลุงเปี๊ยก รุดเข้าให้ปากคำ DSI

Featured Image
“ดาบตำรวจ สภ.อรัญประเทศ” 1 ราย พยานสำคัญคดีลุงเปี๊ยก ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ รุดเข้าให้ปากคำ DSI ด้าน “รองโฆษกอัยการสูงสุด” มั่นใจพยานหลักฐานเด็ดทุกรายการ สามารถมัดก๊วนตำรวจได้ ส่อผิด พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

 

 

 

 

 

วันนี้ (20 มี.ค.67)  ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม นายคณพ ปิ่นทอง ผอ.ส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 และนายน้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด (นายอดิศร ไชยคุปต์) ร่วมกันสอบปากคำพยาน 1 รายจากทั้งหมด 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ

 

 

นายวัชรินทร์ เปิดเผยก่อนเข้าร่วมสอบปากคำพยาน ว่า การเรียกสอบปากคำพยานในวันนี้เกิดจากช่วงที่ผ่านมา เราได้มีการเข้าไปสอบปากคำลุงเปี๊ยกที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าลุงเปี๊ยกให้การเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะไม่มีอาการของการติดสุรา อีกทั้งแพทย์ก็รับรองว่าลุงเปี๊ยกหายดีแล้ว เราจึงทำการสอบสวนได้ ซึ่งในขั้นตอน ลุงเปี๊ยกได้มีการชี้ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในช่วงเกิดเหตุไม่ว่าจะเป็นช่วงการควบคุมตัวและช่วงการสอบปากคำ มีทั้งตำรวจชั้นประทวนที่อยู่ใน สภ.อรัญประเทศ

 

 

ดังนั้น การชี้ภาพบุคคลที่เกิดขึ้นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คณะพนักงานสอบสวนต้องทำการสอบปากคำพยานเพื่อจะได้นำข้อมูลหรือถ้อยคำของพยานไปขยายความต่อ โดย 2 นายตำรวจในวันนี้ที่ถูกเชิญมาให้ปากคำในฐานะพยานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ลุงเปี๊ยกชี้ภาพ แต่อีกส่วนก็มาจากการที่เราสอบสวนลุงเปี๊ยก เพราะลุงเปี๊ยกได้บ่งชี้ให้รู้เลยว่าใครอยู่ในห้องสืบสวนบ้าง ทั้งนี้ การสอบปากคำพยานจึงแบ่งเป็นรอบเวลา 10.00 น. เป็นนายตำรวจชั้นประทวน 1 ราย ส่วนในรอบเวลา 13.00 น. จะเป็นนายตำรวจ 1 ราย

 

 

สำหรับประเด็นที่จะใช้สอบปากคำพยานนั้น นายวัชรินทร์ ระบุว่า มีบุคคลใดทำอะไรกับลุงเปี๊ยกในวันเกิดเหตุบ้าง ใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะมีพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบถามลุงเปี๊ยกแล้วก็ตาม แต่ข้อมูลที่เราจะได้รับในวันนี้จะช่วยขยายเพิ่มเติมจากสิ่งที่ลุงเปี๊ยกได้ให้การไว้ นอกจากนี้ ตนจะแยกให้เป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ 1.กลุ่มประจักษ์พยาน (กลุ่มที่เห็นเหตุการณ์ตอนมีการทำร้าย)

 

 

และ 2.กลุ่มพยานแวดล้อม (กลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์) ซึ่งนายตำรวจทั้ง 2 รายนี้อยู่ในกลุ่มพยานแวดล้อม ส่วนจะมีบุคคลใดต้องเข้าให้การเพิ่มเติมในฐานะพยานอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับถ้อยคำให้การและพยานหลักฐาน แต่ตนมีความตั้งใจว่าบุคคลถัดไปที่จะเรียกสอบปากคำก็คือผู้สื่อข่าวช่องดัง (นักข่าวช่อง 8 ผู้ที่ไล่กล้องวงจรปิดจนพบความจริงว่าผู้ต้องหาที่ก่อเหตุคือเยาวชน)

 

 

ทั้งนี้ มั่นใจว่าผลการสอบปากคำพยานจะช่วยให้เราจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าในวันเกิดเหตุกับลุงเปี๊ยก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดเกี่ยวข้องในขั้นตอนการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก ขั้นตอนการสอบปากคำแจ้งข้อหาลุงเปี๊ยก ไปจนถึงขั้นตอนฝากขังลุงเปี๊ยกต่อศาล และเรือนจำจังหวัดสระบุรี

 

 

ประเด็นที่ว่าสรุปแล้วในกรณีซ้อมทรมานลุงเปี๊ยกมีตัวเลขของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ มาเกี่ยวข้องกี่รายนั้น นายวัชรินทร์ ระบุว่า ตนยังไม่สามารถจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพราะจำนวนของผู้ต้องหาขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และถ้าพยานหลักฐานถึงใครก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด แต่ในการชี้ภาพของลุงเปี๊ยกก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่หลายราย ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้

 

 

เราจะตรวจสอบด้วยว่าการควบคุมตัวลุงเปี๊ยกของ สภ.อรัญประเทศ มีการแจ้งการจับกุมต่ออัยการในท้องที่หรือนายอำเภอในพื้นที่หรือไม่ การจะมาให้การอ้างว่าไม่ได้เป็นการจับกุมตัวลุงเปี๊ยกคงไม่ใช่ เพราะเรามีคลิปวิดีโอหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำกุญแจมือสวมใส่กับลุงเปี๊ยก มีการสอบปากคำในห้องสืบสวน มีการแจ้งข้อกล่าวหา มีการฝากขัง ซึ่งถ้าเป็นเพียงการเชิญตัวมาให้ถ้อยคำตามคำกล่าวอ้างก็จะต้องมีการปล่อยตัวลุงเปี๊ยกกลับบ้าน แต่การกระทำลักษณะนี้ถือเป็นความผิดในการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

 

 

ส่วนการจะพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันเกิดเหตุเข้าข่ายความผิดมาตราใดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ นั้น นายวัชรินทร์ แจงว่า ต้องดูว่าการควบคุมตัวลุงเปี๊ยกในวันนั้น เจ้าหน้าที่กระทำโดยชอบและถูกหลักตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ เพราะถ้าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 ต้องเป็นการกระทำร้ายแรงต่อกายและใจ ขณะที่มาตรา 6 ต้องเป็นการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมโหดร้าย

 

 

ส่วนมาตรา 7 คือการอุ้มหาย หรือการกระทำที่มีการปกปิดชะตากรรม เพราะการจับกุมตัวต้องนำส่งพนักงานสอบสวน แต่ถ้าจับกุมตัวมาแล้วนำไปไว้ที่ห้องสืบสวนและบังคับขู่เข็ญให้เกิดการสารภาพก็จะเข้ามาตรานี้ได้ อีกทั้งตามกฎหมายฉบับนี้ เรามีอำนาจสอบสวนการกระทำของเจ้าพนักงาน หรือมาตรา 157 ควบคู่ไปด้วย เพราะตามบทบัญญัติมาตรา 31 คณะทำงานสามารถดำเนินการสอบสวนได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการสอบเรื่องความผิดของเจ้าพนักงาน หรือความผิดตามตัวบทกฎหมาย และจึงแจ้งผลให้ ป.ป.ช. รับทราบ

 

 

 

นายวัชรินทร์ ระบุด้วยว่า ในข้อเท็จจริงอีกประการที่ตนจะต้องเรียนให้ทราบคือลุงเปี๊ยกและป้าบัวผันไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกันแต่อย่างใด เป็นเพียงคนเร่ร่อนเหมือนกัน เนื่องจากลุงเปี๊ยกเป็นผู้ที่ทำความสะอาดและดูแลบริเวณศาลไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมักจะมีประชาชนมากราบไหว้บูชา ส่วนป้าบัวผันก็มักจะมาขอเงินจากผู้ที่มากราบไหว้ลุงเปี๊ยกจึงต้องคอยกันไว้ และลุงเปี๊ยกเองก็เป็นผู้ยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นสามีภรรยากับ น.ส.บัวผัน ตันสุ

 

 

 

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อเวลา 10.20 น.ที่ผ่านมา ดาบตำรวจปิยวุฒิ สิงห์วงศ์ (พยานนายตำรวจชั้นประทวน สภ.อรัญประเทศ) ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับคณะพนักงานสอบสวน โดยที่เจ้าตัวไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดกับสื่อมวลชน และไม่ได้มีลักษณะการปกปิดอำพรางตัวตน ก่อนเดินห้องสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีนายคณพ ปิ่นทอง ผอ.ส่วนสอบสวนการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 1 เป็นผู้นำตัวไปสอบปากคำ ส่วนพยานอีก 1 รายที่จะต้องให้ปากคำในช่วงบ่าย คือ พ.ต.ต.นิติรัฐ ศรีสวัสดิ์ สว. (สอบสวน) สภ.อรัญประเทศ.

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube