มหากาพย์ทุนจีนสีเทา เป็นอีกหนึ่งคดีที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรม เพราะส่งผลกระทบไปในหลายวงการและหลายอาชีพของประเทศไทย
จุดเริ่มต้นมหากาพย์ทุนจีนสีเทาครั้งนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อกลางดึกวันที่ 26 ต.ค. 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล บุกตรวจค้นสถานบันเทิงต้องสงสัยชื่อ “ผับจินหลิง” ในย่านยานนาวา กรุงเทพฯ โดย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และพบยาเสพติดประเภท “happy water” จำนวนมาก
หลักฐานสำคัญที่พบใน “ผับจินหลิง” นอกจากรถยนต์หรู 35 คัน ที่เจ้าหน้าที่ยึดไว้ตรวจสอบ ยังพบตู้เซฟ 2 ใบ เมื่อเปิดออกมาพบเงินเพียง 120 บาท กับเอกสารเก่าบางส่วน เจ้าหน้าที่จึงย้อนกลับไปสืบหาจากรถยนต์หรู ที่ทำการตรวจยึดไว้ บางส่วนมีชาวจีนรายหนึ่งเป็นเจ้าของ ทำให้เจ้าหน้าที่บุกค้น คอนโดหรูริมแม่น้ำ ย่านคลองสาน แต่ไม่พบชายคนดังกล่าว การสืบค้นหาต้นตอของทุนจีนสีเทา เพิ่มความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อตำรวจเข้าบุกค้น คฤหาสน์หรูย่านพระราม 5 สนนราคากว่า 200 ล้านบาท ของนายตู้ห่าว ชาวจีนที่ได้รับสัญชาติไทยหลังการแต่งงานกับภรรยาชาวไทย โดยการค้นบ้านไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย
23 พ.ย.2565 นายตู้ห่าว เดินทางเข้ามอบตัวกับ “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยตำรวจยืนยันถึงหลักฐาน ที่สามารถเอาผิดขบวนการทุนจีนสีเทารายดังกล่าวได้ พร้อมกับคัดค้านการประกันตัวนายตู้ห่าว และส่งฝากขัง ศาลไม่ให้ประกันตัว และขณะนี้ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ
ผลพวงคดีทุนจีนสีเทา ทำให้เกิดวิวาทะของคนดังในสังคม ระหว่าง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และนายสันธนะ ประยูรรัตน์ ที่เกือบมีการวางมวยกันบนโรงพักทองหล่อ เพราะต่างคนต่างออกมาเปิดเผยข้อมูล เพียงแต่ยืนอยู่คนละฝั่งกันเท่านั้น
โดยข้อมูลที่ออกมาเปิดเผย ยังโยงใย สะท้านไปถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ของประเทศ พรรคการเมือง นักการเมือง ที่มีรายชื่อเข้ามาพัวพันกับกลุ่มนายทุนจีนสีเทา โดยเฉพาะเครื่องบินส่วนตัวของตู้ห่าว ที่เคยพานักการเมืองเดินทางไปยังต่างจังหวัดด้วย โดยตำรวจทำการยึดอายัดไว้ตรวจสอบรวมกับทรัพย์สินอื่นๆ ในเครือข่ายของนายทุนจีนที่มีมุลค่ามหาศาลมากกว่า 5000 ล้านบาท
คดีทุนจีนสีเทา นอกเหนือจากกระทบวงการ ตำรวจ และนักการเมือง แล้ว ยังส่งผลไปถึงวงการอัยการด้วย เพราะอดีตอัยการ จ.ภูเก็ต ในขณะนั้นมีคำสั่งไม่ฟ้อง “ตู้ห่าว” ในคดีจ้างวานเผาสวนงูของคู่แข่งทางธุรกิจ ทั้งที่สำนวนมีความหนาถึงกว่า 500 หน้าแต่ใช้เวลาในการพิจารณาเพียง 1 วันจึงสั่งไม่ฟ้อง ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามถึงดุลยพินิจ เป็นที่มาให้ นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหวโดยการยื่นหนังสือถึง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด เพื่อขอให้มีการตั้งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เดินทางมานานกว่า 2 เดือน ที่พยายามสืบหาเครือข่าย เพื่อเด็ดปีกนายทุนมังกรจีน ที่ลักลอบทำธุรกิจนอกกฎหมายในไทยให้สิ้นซาก คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตาของสังคมว่าท้ายที่สุดแล้ว หน่วยงานภาครัฐจะบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายให้หมดไปจากประเทศไทยได้อย่างไร
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews