ตัดกระเพาะ ดีจริงไหม มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
การตัดกระเพาะ เป็นหนึ่งในแนวทางในการรักษาโรคอ้วน สำหรับคนที่ไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นได้ อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายหลังจากการตัดกระเพาะอาจมีผลข้างเคียงที่ตามมาทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ในบทความนี้จึงจะพามาให้ความรู้เกี่ยวกับการตัดกระเพาะในมุมต่าง ๆ ให้มากขึ้น จะเป็นยังไง ไปดูพร้อมกันในบทความได้เลย

ตัดกระเพาะ คืออะไร
การตัดกระเพาะ (Bariatric Surgery) คือหนึ่งในวิธีรักษาโรคอ้วน โดยการผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะอาหารเพื่อจำกัดปริมาณอาหารที่สามารถรับประทานได้ในแต่ละมื้อ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และลดการดูดซึมพลังงานในบางกรณี นอกจากนี้ในกระเพาะยังมีฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอยากอาหาร การตัดกระเพาะจะตัดฮอร์โมนส่วนนี้ออกไปด้วย เพื่อช่วยให้ความอยากอาหารลดลง

ใครสามารถตัดกระเพาะได้บ้าง
กลุ่มคนที่สามารถตัดกระเพาะได้ คือคนที่เป็นโรคอ้วน มี BMI เกิน 32.5 ขึ้นไป ไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นได้ และต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยแพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคหรืออาการแทรกซ้อนใด ๆ และสามารถตัดกระเพาะได้อย่างปลอดภัย
ข้อดีของการตัดกระเพาะ
การตัดกระเพาะ เป็นแนวทางการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ป่วยโรคอ้วนสามารถลดน้ำหนักลงมาได้ นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ดังนี้
- ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากโรคอ้วน
- ลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน
- ควบคุมความอยากอาหารได้
- เพิ่มความมั่นใจ
- เคลื่อนไหวสะดวกมากขึ้น
ผลข้างเคียงของการตัดกระเพาะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดกระเพาะ แม้จะมีข้อดีในแง่ของการลดน้ำหนัก และแก้ปัญหาโรคอ้วน แต่ก็มีผลข้างเคียงหลาย ๆ อย่างที่ควรพิจารณา ทั้งระยะสั้น และระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกับทุกคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ร่วมด้วย

ผลข้างเคียงระยะสั้น
- ปวดแผลผ่าตัด
- อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องเสีย หรือท้องผูก
- กรดไหลย้อน
- ในบางกรณี อาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดี เพราะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
ผลข้างเคียงระยะยาว
- หน้ามืด เป็นลม เมื่อทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมากเกินไป
- เหงื่อออกมาก ใจสั่น เมื่อทานอาหารบางชนิด
- ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร
วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัดกระเพาะ
การดูแลตัวเองหลังจากตัดกระเพาะ เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แนะนำให้ดูแลตัวเอง ดังนี้
- ในช่วงสัปดาห์แรก จะให้รับประทานอาหารเหลวใสที่รับประทานได้ง่ายเพื่อปรับสภาพกระเพาะ
- ในสัปดาห์ที่ 2 จะให้รับประทานอาหารที่ข้นขึ้น เช่น ซุป
- ในสัปดาห์ที่ 3 จะให้รับประทานอาหารอ่อนนุ่ม เช่น เยลลี่ คัสตาร์ด ไข่ตุ๋น
- ในสัปดาห์ที่ 4 สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
- ดื่มน้ำบ่อย ๆ แต่ดื่มครั้งละนิด โดยหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนและหลังอาหาร 30 นาที
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีนและผัก
- หลังจากตัดกระเพาะ จะทานอาหารได้น้อยลง แนะนำให้หางานอดิเรกทำเพื่อลดความเครียด
- กรณีมีอาการผิดปกติใด ๆ เช่น ปวดท้องรุนแรง ควรเข้าพบแพทย์ทันที

การตัดกระเพาะไม่ใช่ “ทางลัดลดน้ำหนัก” สำหรับทุกคน แต่เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาโรคอ้วนในผู้ที่เข้าเกณฑ์จริง ๆ และไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นได้สำเร็จ ซึ่งมีทั้งข้อดี และข้อที่ควรพิจารณา ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และปรึกษาแพทย์อย่างจริงจัง เพราะการตัดกระเพาะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนขนาดกระเพาะอาหาร แต่คือการเปลี่ยนวิถีชีวิตในระยะยาว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews