บทสัมภาษณ์นักแสดงและ ทีมงานผู้สร้าง จากซีรีส์ Spider-Noir

ซีรี่ส์ บันเทิง

ข้อมูลซีรีส์ Spider-Noir

  • ชื่อเรื่อง: Spider-Noir (สไปเดอร์-นัวร์: ไอ้แมงมุมพันธุ์นรก)
  • นักแสดง: Nicolas Cage, Lamorne Morris, Li Jun Li, Karen Rodriguez, Abraham Popoola, Jack Huston และ Brendan Gleeson
  • ผู้กำกับ: Harry Bradbeer, Nzingha Stewart, Alethea Jones และ Greg Yaitanes
  • โชว์รันเนอร์: Oren Uziel และ Steve Lightfoot
  • ผู้อำนวยการสร้าง: Harry Bradbeer, Oren Uziel, Steve Lightfoot, Phil Lord, Christopher Miller, Amy Pascal, Aditya Sood และ Dan Shear
  • พัฒนาโดย: Oren Uziel
  • ผลิตโดย: Sony Pictures Television
  • กำหนดสตรีม: วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569
  • รายละเอียดการสตรีม: สตรีมพร้อมกันทุกตอน จำนวน 8 ตอน

เรื่องย่อ

Spider-Noir เป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงจริง สร้างจากคอมมิก Marvel เรื่อง Spider-Man Noir บอกเล่าเรื่องราวของ Ben Reilly (Nicolas Cage) นักสืบเอกชนวัยดึกผู้โชคร้าย ในนิวยอร์กยุค 1930 เขาต้องเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองหลังเกิดโศกนาฏกรรมส่วนตัว ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่เพียงหนึ่งเดียวของเมือง

 

 

บทสัมภาษณ์นักแสดง

 

Nicolas Cage (รับบท “Ben Reilly” / “Spider-Noir”)

Ben Reilly เคยเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่รู้จักกันในชื่อ The Spider แต่หลังจากเผชิญโศกนาฏกรรมส่วนตัว เขาก็ตัดสินใจทิ้งตัวตนฮีโร่ของตัวเองไว้เบื้องหลัง มีเพียงคดีสุดพิเศษเท่านั้น ที่จะทำให้นักสืบเอกชนผู้ตกอับคนนี้ยอมละทิ้งชีวิตชายธรรมดา และกลับมาสวมหน้ากากอีกครั้ง

 

อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณตัดสินใจร่วมแสดงใน “Spider-Noirซึ่งถือเป็นผลงานทางโทรทัศน์เรื่องแรกของคุณ?

ผมครุ่นคิดถึงแนวทางการแสดงรูปแบบหนึ่งมาได้สักระยะแล้ว และก็ไม่ใช่ความลับอะไรที่ผมได้รับอิทธิพลจากศิลปะหลากหลายแขนง โดยเฉพาะงานป๊อปอาร์ตของ Warhol และ Lichtenstein ผมเคยนำแรงบันดาลใจจาก Warhol มาใช้ในผลงานภาพยนตร์ Wild at Heart ผมเลยคิดว่าคงน่าสนใจไม่น้อย หากจะสร้างการแสดงในสไตล์ Lichtenstein ขึ้นมาบ้าง โดยดึงพลังแบบหนังสือการ์ตูนมาผสานเข้ากับการแสดงในโทนภาพยนตร์ขาวดำคลาสสิก

และแล้ว Spider-Noir ก็เข้ามา ความสนใจของผมก่อนหน้านี้มักมุ่งไปที่งานภาพยนตร์เป็นหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อผมทราบว่า Spider-Noir จะเป็นซีรีส์โทรทัศน์ที่นำเสนอการเล่าเรื่องเป็นตอน (episodic television) ผมรู้สึกว่ารูปแบบนี้เหมาะกับแนวคิดของผมมาก เพราะหนังสือการ์ตูนเองก็มีธรรมชาติของการเล่าเรื่องเป็นตอนๆ อยู่แล้ว

 

การได้รับบทเป็นตัวละครระดับไอคอนิกอย่าง “Spider-Man Noir” เป็นอย่างไรบ้าง?

Spider-Man เป็นตัวละครที่เป็นไอคอนอยู่แล้ว แต่ว่า Spider-Noir เพิ่งถูกนำมาสู่โทรทัศน์เป็นครั้งแรก และผมหวังว่าผมจะสามารถทำให้เขากลายเป็นไอคอนได้เช่นกัน

 

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการคารวะต่อนครนิวยอร์กในยุค 1930s การได้ดำดิ่งสู่ช่วงเวลาอันคลาสสิกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับผมความสุขของการทำงานครั้งนี้คือการได้ย้อนกลับไปทบทวนและซึมซับผลงานของนักแสดงคนโปรดจากยุค 1930s และค้นหาวิธีในการถ่ายทอดความเคารพต่อพวกเขาผ่านตัวละคร Spider-Noir

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ การถ่ายทำโดยคำนึงถึงการนำเสนอทั้งสองรูปแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

พวกเราถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้โดยออกแบบทั้งการแสดงของผมและงานภาพให้เหมาะกับการนำเสนอในรูปแบบขาวดำ อย่างไรก็ตาม เรารู้ดีว่าสามารถปรับให้เป็นภาพสีได้เช่นกัน เพื่อมอบบรรยากาศที่ให้อารมณ์คล้ายผลงานของ Edward Hopper ในยุคเก่า

 

ตัวละคร Ben มีเคมีที่ดีมากกับคนใกล้ชิดของเขาอย่าง Janet, Robbie และ Cat ในฐานะนักแสดงการสร้างความสัมพันธ์กับนักแสดงคนอื่นที่รับบทเป็นตัวละครเหล่านี้เป็นอย่างไรบ้าง?

โชคดีที่ผมได้ร่วมงานกับนักแสดงที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน และมีวิธีการทำงานด้วยความกระตือรือร้นและความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มที่ พวกเราทุกคนต่างดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนั้น และพร้อมทุ่มเทความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ สิ่งนี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเต็มไปด้วยพลังในการทำงาน

 

Brendan Gleeson รับบทเป็นเจ้าพ่อมาเฟียรุ่นเก๋าในเรื่องนี้ การได้ร่วมงานกับเขา รวมถึงการถ่ายทอดความสัมพันธ์ในเชิงปฏิปักษ์ระหว่างตัวละครของเขากับของคุณเป็นอย่างไรบ้าง?

Brendan เป็นคนที่รู้วิธีทุ่มเทเต็มที่เมื่ออยู่ในกองถ่าย และรู้ว่าเมื่อถึงเวลาต้องปล่อยพลังออกมา เขาควรทำอย่างไร ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเขาหลายครั้ง และทุกบทสนทนาก็ทั้งน่าสนใจและเต็มไปด้วยแง่คิด ขณะที่ผลงานของเขาก็ยอดเยี่ยมเช่นเคย ผมรู้สึกดีมากที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับเขา

 

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Spider-Man Noir คือหน้ากากอันโด่งดังของเขา การได้สวมชุดและหน้ากากนั้นเป็นอย่างไรบ้าง และมันช่วยให้คุณเข้าถึงตัวละครมากขึ้นหรือไม่?

ผมจำคืนแรกที่ทีมพาผมเข้ากองในชุดเต็มของ “Spider-Noir” ได้ดี ตอนนั้นทั้งกองเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ขณะที่ผมเดินผ่านไป ผู้คนเริ่มกระซิบเบาๆ ตามหลังผมว่า “Spider-Noir, Spider-Noir, Spider-Noir” และเมื่อผมนั่งลงบนเก้าอี้ในออฟฟิศของ Ben Reilly พร้อมดึงหน้ากากสไปเดอร์ลงมาปิดใบหน้า เสียงเพลง Toccata and Fugue ของ Bach ในเวอร์ชั่นอิเล็กทรอนิกส์ก็ดังวนอยู่ในหัวของผมไม่หยุด มันทำให้ผมนึกถึงภาพกษัตริย์อาเธอร์ที่อาจได้ยินเสียงผู้คนกระซิบเรียก “Arthur, Arthur, Arthur” อยู่เบื้องหลังท่ามกลางสายลม และตอนนั้นเองผมก็รู้ว่าภาพลักษณ์ในแบบ Lichtenstein ที่ผมจินตนาการไว้สำหรับตัวละครนี้ ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

 

Lamorne Morris (รับบท “Robbie Robertson”)

นักข่าวผู้มุ่งมั่นที่พยายามสร้างเส้นทางของตัวเองในนิวยอร์กยุค 1930 ท่ามกลางอุปสรรคมากมายที่ถาโถมใส่เขา Robbie พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อหน้าที่การงาน และเพื่อ Ben เพื่อนรักของเขา

 

อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณตัดสินใจมาร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก?

การได้เป็นส่วนหนึ่งของแฟรนไชส์ระดับตำนานแบบนี้ถือเป็นความฝันที่เป็นจริง และพอมี Nicolas Cage เข้ามาร่วมด้วย ก็แทบไม่ต้องคิดเลย ผมโชคดีมากในเส้นทางอาชีพที่ได้ร่วมงานกับผู้คนเจ๋งๆ มาหลายคน แต่ทีมนักแสดงชุดนี้พิเศษมาก ผมคงโง่มากถ้าปฏิเสธโอกาสนี้ โดยเฉพาะการได้มาสำรวจเรื่องราวในเวอร์ชั่นนี้ของ Spider-Man มันพิเศษจริง ๆ

 

Robbie มีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับ Ben ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของซีรีส์ การถ่ายทอดมิตรภาพนี้บนหน้าจอเป็นอย่างไรบ้าง?

มันยอดเยี่ยมมากเวลาคุณต้องร่วมงานกับนักแสดงอีกคน โดยเฉพาะคนระดับเขา มันอาจทำให้รู้สึกกดดันได้ แต่ Nick ทำให้ผมรู้สึกสบายใจมาก เขาเป็นนักแสดงที่ใจกว้าง อบอุ่น และนำทีมด้วยการเป็นแบบอย่าง ผมได้เห็นการเตรียมตัวของเขาสำหรับแต่ละฉากอยู่บ่อยครั้ง และมันเหมือนการได้ดูมาสเตอร์คลาสด้านการเตรียมงานแสดง เขาทุ่มเทให้กับตัวละครอย่างเต็มที่จนคุณรู้สึกราวกับว่า Robbie กำลังใช้เวลาอยู่กับ Ben จริงๆ

 

การได้ร่วมงานกับ Nicolas Cage เป็นอย่างไรบ้าง?

มันสนุกมาก ผมรู้สึกเหมือนต้องหยิกตัวเองทุกวันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เขาเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจ กล้าหาญ และเท่มาก เขายังเป็นเหมือนสารานุกรมเดินได้คนหนึ่งเลย ผมรู้สึกว่าเขารู้แทบทุกเรื่อง บทสนทนาของเราครอบคลุมตั้งแต่ฮอลลีวูดยุค 90 การเลี้ยงลูก ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของเครื่องแต่งกายในแต่ละยุค เขาเป็นคลังความรู้อย่างแท้จริง

 

Robbie เป็นนักข่าว คุณได้ทำการศึกษาหรือค้นคว้าเกี่ยวกับงานด้านนี้ก่อนมารับบทนี้หรือไม่?

ทำครับ โดยเฉพาะเกี่ยวกับวงการสื่อในยุคนั้น ผมศึกษาข้อมูลไว้เยอะมากเกี่ยวกับนักข่าว Ted Poston ระหว่างที่ค้นคว้า ผมได้พบว่า Ted Poston มีคุณสมบัติหลายอย่างที่คล้ายกับ Robbie มาก ผมแอบคิดอยู่เหมือนกันว่า Robbie อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตของ Ted ตั้งแต่การฝ่าฟันกำแพงด้านเชื้อชาติใน New York Post ไปจนถึงการเปิดโปงความลับดำมืดของเมือง เขากับ Robbie มีเส้นทางชีวิตที่คล้ายกันมาก

 

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการคารวะต่อนครนิวยอร์กในยุค 1930s การได้ดำดิ่งสู่ช่วงเวลาอันคลาสสิกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

ด้วยฝีมือของทีมศิลป์ งานออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย สถานที่ถ่ายทำ และองค์ประกอบต่างๆ มันทำให้คุณรู้สึกราวกับถูกพาย้อนเวลากลับไปสู่อีกยุคหนึ่งจริงๆ การได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ฉากใหญ่ๆ ที่มีนักแสดงประกอบจำนวนมาก บางครั้งทำให้คุณเผลอลืมไปเลยว่านี่คือการถ่ายทำ เพราะทุกอย่างสมจริงมาก มันคือความฝันของนักแสดงเลย

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ การถ่ายทำโดยคำนึงถึงการนำเสนอทั้งสองรูปแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะแต่ละเวอร์ชั่นให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นว่าผู้คนจะพูดถึงเวอร์ชั่นไหนมากกว่ากัน แต่ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน พวกเขาต้องชอบแน่นอน!

 

คุณมีประสบการณ์ในวงการโทรทัศน์มาอย่างยาวนาน อะไรคือสิ่งที่แตกต่างเกี่ยวกับ Spider-Noir?

ความแตกต่างอยู่ที่แนวของงานครับ ทั้งภาพขาวดำ ทั้งฉากหลังในยุคอดีต และความเป็นนัวร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแนวที่ผมอยากทำมาตลอดในฐานะนักแสดง และซีรีส์เรื่องนี้ก็มีครบทุกอย่างเลย

 

อะไรคือสิ่งที่คุณชื่นชอบมากที่สุดในการรับบท Robbie?

สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือการได้ทำความรู้จักกับทุกคน ทั้งทีมนักแสดง ทีมงาน ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และอีกมากมาย ทุกคนมาทำงานด้วยความตั้งใจที่จะสนุกไปกับมัน และพวกเราก็สนุกกันมากจริงๆ ถ้ามีทีมนี้ร่วมอยู่ด้วยล่ะก็ เรียกผมได้เลย ในวงการนี้มีโปรเจกต์และฉากการถ่ายทำเจ๋งๆ มากมายก็จริง แต่การได้เจอผู้คนที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นบ่อยนัก และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ผมยังรักการทำงานนี้ พวกเราต้องห่างจากครอบครัวเป็นเวลานานอยู่เสมอ การได้รู้ว่าคุณกำลังทำงานกับคนที่ยอดเยี่ยมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าไม่เป็นแบบนั้น มันคงน่าเบื่อไม่น้อยเลย

 

 

Karen Rodriguez (รับบท “Janet”)

เลขานุการสาวของ Ben Reilly ผู้ทั้งฉลาด คล่องแคล่ว และภักดี เธอมุ่งมั่นอยากช่วยให้เจ้านายและธุรกิจเล็กๆ ของเขาประสบความสำเร็จ และเธอไม่เคยลังเลที่จะพูดความจริงต่อหน้าผู้มีอำนาจ

 

อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณตัดสินใจมาร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก?

บทนี้โดดเด่นขึ้นมาจากหน้ากระดาษทันที และฉันรู้สึกว่า Janet เป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา มีอารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยมิติทางอารมณ์และความรู้สึก ฉันมองว่าเธอเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ยึดโยงกลุ่มเพื่อนทั้งสามคนไว้ด้วยกัน และคิดว่าน่าจะเป็นตัวละครที่สนุกมากในการถ่ายทอดออกมา นอกจากนี้ การได้ร่วมงานกับ Nick, Lamorne และ LiLi ก็เป็นประสบการณ์ที่เหมือนได้เรียนมาสเตอร์คลาสเลยจริงๆ

 

Janet มีความสัมพันธ์ที่ทั้งแน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ขันกับ Ben ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของซีรีส์ การถ่ายทอดความสัมพันธ์นี้บนหน้าจอ รวมถึงการสร้างจังหวะการโต้ตอบระหว่างตัวละครทั้งสอง เป็นอย่างไรบ้าง?

มันเป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่มีทางลืม มีความจริงใจอยู่มากในสิ่งที่ผู้ชมจะได้เห็น และฉันไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้พูดว่าฉันมีโอกาสถ่ายทอดความสัมพันธ์ที่งดงาม อบอุ่น และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันร่วมกับ Nicolas Cage ฉันภูมิใจกับสิ่งนั้นมาก และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ถ่ายทอดมิตรภาพนี้ เพราะในความเห็นของฉัน มันเป็นความสัมพันธ์ที่มีเอกลักษณ์มาก มันไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกเลย เป็นมิตรภาพล้วนๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมและน่าจดจำมากที่สุดแบบหนึ่ง

 

การได้ร่วมงานกับ Nicolas Cage เป็นอย่างไรบ้าง?

มันคือประสบการณ์แบบที่คุณหวังว่าจะได้พบเจอในเส้นทางนักแสดงของตัวเอง การได้ถ่ายทอดตัวละครและเรื่องราวที่ทรงพลังร่วมกับคนที่ทำให้คุณพัฒนาขึ้น และสำหรับฉัน Nick คือคนแบบนั้น การได้ร่วมงานกับเขา ได้อยู่เคียงข้างเขา และได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพอันยิ่งใหญ่ของเขา เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองของฉันไปอย่างสิ้นเชิง การได้เห็นวิธีที่เขาตัดสินใจในฐานะนักแสดง รวมถึงได้เห็นว่าเขาเป็นศิลปินที่พิถีพิถันและใส่ใจในงานของตัวเองมากเพียงใด มันสร้างแรงบันดาลใจให้คุณอยากทุ่มเทอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญในระดับนี้ ฉันรู้สึกซาบซึ้งมากกับการสนับสนุนและคำแนะนำที่เขามอบให้

 

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการคารวะต่อนครนิวยอร์กในยุค 1930s การได้ดำดิ่งสู่ช่วงเวลาอันคลาสสิกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

มันเป็นประสบการณ์ที่พาคุณหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งจริงๆ ฉันแทบจำตัวเองไม่ได้เลย และนั่นแหละคือสิ่งที่นักแสดงทุกคนใฝ่หา การได้รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นอีกคนหนึ่งอย่างแท้จริง ฉันรู้สึกแบบนั้นไม่ใช่แค่จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่กองถ่ายและเข้าไปในออฟฟิศของตัวเอง ได้เห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของ Janet  ทุกแผนกต่างช่วยเติมเต็มให้กับตัวละครและประสบการณ์นี้อย่างสมบูรณ์ คุณได้ทำงานท่ามกลางผู้คนมากความสามารถมากมายที่ช่วยยกระดับทุกอย่าง และมันเป็นประสบการณ์แห่งการร่วมมือกันที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจมาก

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ การถ่ายทำโดยคำนึงถึงการนำเสนอทั้งสองรูปแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?


มันให้ความรู้สึกเป็นงานศิลปะมาก เพราะคุณรับรู้อย่างชัดเจนถึงความทุ่มเทจากทุกฝ่ายที่ต้องร่วมกันทำให้งานนี้สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งในรูปแบบขาวดำและภาพสีไปพร้อมกัน และยังต้องถ่ายทำในแบบที่ใช้งานได้จริงด้วย คุณสามารถสัมผัสได้ถึงการจัดแสงและวิธีการเล่าเรื่อง เราได้เห็นช็อตบางอย่าง รวมถึงวิธีที่กล้องใช้เล่าเรื่องภายในตัวมันเอง ซึ่งให้มุมมองที่แตกต่างจากสิ่งที่ผู้ชมส่วนใหญ่อาจคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบภาพ หรือวิธีที่ภาพทำให้คนดูรู้สึกราวกับกำลังแอบมองเข้าไปในบางสิ่ง หรือรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หรือบางทีอาจมีอันตรายอยู่ในฉากนั้น มันเหมาะกับผู้ชมทุกคน แต่ถ้าคุณเป็นคนรักภาพยนตร์ ฉันคิดว่าคุณจะยิ่งชื่นชอบมันมาก เพราะมันคือความงดงามของการมีทางเลือกให้รับชม ขอย้ำอีกครั้งว่า ทุกคนที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ต่างทำงานด้วยความตั้งใจอย่างมหาศาล และการเลือกนำเสนอทั้งเวอร์ชั่นขาวดำและภาพสีก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความพิถีพิถันนั้น ทั้งสองเวอร์ชั่นมอบประสบการณ์การรับชมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และฉันพูดได้เต็มปากเพราะฉันได้ดูมาทั้งสองแบบแล้ว

 

เครื่องแต่งกายของ Janet สะท้อนสไตล์อเมริกันยุค 1930s ได้อย่างชัดเจน คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบลุคของตัวละครมากน้อยแค่ไหน?

เรามีส่วนร่วมกันมาก และเพราะฉันเข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้ค่อนข้างกะทันหัน ทุกคนจึงต้องช่วยกันระดมทั้งแรงกายและความคิดอย่างเต็มที่ หลังจากที่ฉันได้รับบท คำถามสำคัญที่เราตั้งต้นกันคือ “Janet คือใคร?” ทีมออกแบบเครื่องแต่งกายมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์มาก การออกแบบชุดต่างๆ และสิ่งที่พวกเขาสามารถสร้างขึ้นได้ภายในเวลาจำกัดนั้นน่าทึ่งมาก และเราก็ได้ทดลองอะไรหลายอย่างร่วมกัน ฉันรู้สึกว่าเครื่องแต่งกายเหล่านี้สะท้อนทั้งความเป็นยุค 1930s อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็เหมือนเป็นการสร้างภาพลักษณ์เฉพาะขึ้นมาเพื่อฉันในฐานะผู้แสดงด้วย และฉันคิดว่ามันเหมาะกับ Janet มาก เพราะเธอกลมกลืนอยู่ในโลกนั้นอย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่โดดเด่นแตกต่างออกมา ราวกับเป็นคนที่คุณอาจพบเจอได้ในชีวิตจริงแม้แต่ในยุคปัจจุบัน รายละเอียดต่างๆ ก็ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ ทุกอย่างสะท้อนความเป็นยุค 1930s อย่างชัดเจน ตั้งแต่ถุงน่อง รองเท้า ไปจนถึงเครื่องประดับ บางชิ้นยังเป็นของวินเทจจริงด้วย

 

Janet เป็นตัวละครที่มีความมั่นใจในตัวเองและไม่ยอมใคร การได้ถ่ายทอดบุคลิกแบบนี้สนุกแค่ไหน?


เธอสอนอะไรฉันหลายอย่างเลย ส่วนหนึ่งก็เพราะตอนที่ฉันเข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้ ฉันรู้สึกตั้งตัวแทบไม่ทัน และต้องขอบคุณ Janet ที่ทำให้ฉันไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์นั้น เพราะในทุกฉากเธอรู้เสมอว่าตัวเองกำลังทำอะไร และเธอก็พร้อมลุยอยู่ตลอด ฉันคิดว่าเธอเป็นตัวละครที่ช่วยเยียวยาฉันในหลายด้าน ผ่านความมั่นใจในตัวเองของเธอ และไม่ว่าเมื่อไร เธอก็มักแสดงออกด้วยอารมณ์ขันแบบขี้เล่น พร้อมด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่เสมอ ฉันรู้สึกเหมือนอยากเป็นเธอ และก็อยากให้เธอเป็นเพื่อนของฉันด้วย

 

อะไรคือสิ่งที่คุณชื่นชอบมากที่สุดในการรับบท Janet?

สิ่งที่ฉันรักที่สุดในการได้รับบท Janet คือการที่เธอสอนอะไรฉันมากมาย และยังคงสอนฉันอยู่เสมอ ฉันตกหลุมรักเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะอ่านบททั้งหมดจบ ฉันก็อยากเป็นผู้หญิงคนนี้และอยากมีเธออยู่ในชีวิตของตัวเองแล้ว เราทุกคนต่างอยากมีเพื่อนแบบ Janet ใช่ไหมล่ะ เพราะเธอคือคนที่อยู่เคียงข้างเราในวันที่มืดมนที่สุด ยังคงเชื่อมั่นในตัวเรา มองเห็นแสงสว่างในตัวเราแม้ในวันที่เราเองยังมองไม่เห็น ทำให้เราหัวเราะและช่วยเยียวยาเรา เธอเป็นตัวละครที่สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันในช่วงเวลานี้ของชีวิต และฉันคิดว่ายังมีอีกมากที่เราสามารถเรียนรู้จาก Janet ได้ ในฐานะนักแสดงคุณมักเฝ้าหวังและอธิษฐานว่าจะได้พบบทบาทที่มีความหมายและส่งผลบางอย่างกับคุณ และสำหรับฉัน Janet คือบทบาทแบบนั้นในแบบที่มีความเป็นมนุษย์อย่างที่สุด สิ่งนั้นอยู่ในคุณค่าที่เธอยึดมั่น ความรักที่เธอมอบให้ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวในตัวตนของเธอ

 

 

Li Jun Li (รับบท “Cat Hardy)

ดาวเด่นแห่งไนต์คลับชื่อดังที่สุดของนิวยอร์กซิตี้ ภายนอกเธออาจดูเป็นคนที่คำนึงถึงตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ แต่ความจริงแล้ว ตัวตนของเธอซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก

 

อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณตัดสินใจมาร่วมแสดงในซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก?

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งก่อนที่ฉันจะได้รับบท มีคนถามว่าบทบาทแบบไหนที่ฉันอยากเล่นเป็นลำดับถัดไป ฉันตอบไปว่าอยากลองรับบทหญิงสาวลึกลับทรงเสน่ห์ในแบบ femme fatale พอโปรเจกต์นี้เข้ามาฉันก็รู้ทันทีเหมือนจักรวาลกำลังตอบรับสิ่งที่ฉันพูดไว้ ฉันเองก็หลงใหลในโลกของฟิล์มนัวร์อยู่แล้ว เพราะมันมีความเป็นภาพยนตร์อย่างชัดเจน มีความคลาสสิกและสง่างาม ฉันรักทั้งภาพลักษณ์ ความเย้ายวน และบรรยากาศของมัน มันทำให้ทุกอย่างดูดราม่าและทรงพลังยิ่งขึ้น

 

Cat มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ Ben ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของซีรีส์ การถ่ายทอดความสัมพันธ์นี้บนหน้าจอเป็นอย่างไรบ้าง?

ฉันคิดว่าในตอนที่ Cat และ Ben พบกันครั้งแรก มันให้ความรู้สึกราวกับว่าทั้งคู่ได้พบคนที่สมน้ำสมเนื้อกับตัวเองในที่สุด ทั้งสองคนเฉียบคม ไหวพริบดี และสามารถมองทะลุเปลือกนอกหรือภาพลวงของอีกฝ่ายได้ จึงเหมือนต่างฝ่ายต่างคอยหยั่งเชิงกันอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางอย่างระหว่างพวกเขาที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันอย่างน่าประหลาดเช่นกัน

 

การได้ร่วมงานกับ Nicolas Cage เป็นอย่างไรบ้าง?

เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก เขาเป็นคนที่มีสมาธิและพิถีพิถันกับทุกการตัดสินใจอย่างเต็มที่ คุณสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขารักฟิล์มนัวร์มากเพียงใด และเห็นได้ถึงอิทธิพลต่างๆ ที่เขานำมาใช้ในการแสดง แม้ส่วนหนึ่งของฉันจะรู้สึกว่า Nick ฉันชื่นชอบวิธีที่เขาถ่ายทอดทั้งความเจ็บปวด บาดแผลทางใจ ความอยากรู้อยากเห็น และน้ำหนักทางอารมณ์ของ Ben Reilly ออกมาได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกันก็ยังห่อหุ้มทุกอย่างไว้ด้วยเสน่ห์ของอารมณ์ขันแห้งๆ และความเปราะบางในแบบของตัวละคร

 

Cat เป็นนักร้อง คุณได้ศึกษาการแสดงของศิลปินชื่อดังในยุค 1930s ก่อนมารับบทนี้หรือไม่?

ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาว่าในยุคนั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร และศิลปินในเวลานั้นวางตัวและถ่ายทอดตัวเองอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็อยากใส่ความเป็นตัวเองลงไปด้วย ดนตรีใน Spider-Noir ได้รับอิทธิพลจากยุคนั้นอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ถูกโปรดิวซ์ออกมาในรูปแบบที่ร่วมสมัยมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้พวกเราสามารถเชื่อมโยงมันเข้ากับผู้ชมในปัจจุบันได้มากขึ้น

 

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการคารวะต่อนครนิวยอร์กในยุค 1930s การได้ดำดิ่งสู่ช่วงเวลาอันคลาสสิกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?

สำหรับนักแสดงแล้ว มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสมอเมื่อคุณได้ก้าวเข้าสู่ไม่ใช่แค่ตัวละครที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่รวมถึงโลกอีกใบที่แตกต่างไปจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ยิ่งโลกนั้นห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเรามากเท่าไร การได้เล่นก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น ฉันเกิดและเติบโตที่นิวยอร์กซิตี้ ดังนั้นสำหรับฉันมันจึงยิ่งพิเศษมากที่ได้เห็นเมืองนี้ในภาพของเมื่อเกือบร้อยปีก่อนถูกนำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ การถ่ายทำโดยคำนึงถึงการนำเสนอทั้งสองรูปแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?


ฉันตื่นเต้นมาก และรู้สึกซาบซึ้งจริงๆ ที่แฟนๆ Spider-Noir ให้ความสำคัญกับการได้รับชมซีรีส์ในเวอร์ชั่นขาวดำ เพราะนั่นคือรูปแบบที่ซีรีส์นี้ถูกออกแบบทางภาพมาตั้งแต่ต้น Darran Tiernan ผู้กำกับภาพของเรา ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการสร้างภาษาภาพแบบนัวร์ที่แท้จริงผ่านการใช้กล้องและแสง และฉันตื่นเต้นมากที่ผู้ชมจะได้เห็นว่างานของเขาน่าทึ่งเพียงใด ตลอดทั้งซีรีส์ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดทางภาพและลูกเล่นที่อ้างอิงถึงงานภาพยนตร์มากมาย ซึ่งฉันเชื่อว่าคนรักหนังจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ชอบมากที่เรามีเวอร์ชั่นภาพสีด้วย เพราะเวลาที่คุณอยู่ในกองถ่ายและได้เห็นเครื่องแต่งกาย การแต่งหน้าทำผมและงานโปรดักชั่นดีไซน์ คุณจะเห็นว่ามีรายละเอียดอันน่าทึ่งมากมายที่ควรค่าแก่การได้รับชมแบบภาพสีเช่นกัน ฉันได้สัมผัสมาทั้งสองแบบแล้ว และมันให้อารมณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นถ้าเป็นฉัน ฉันแนะนำให้ดูทั้งสองเวอร์ชั่นเลย

 

การแต่งหน้าทำผมและเครื่องแต่งกายของ Cat มีความโดดเด่นมาก และสะท้อนสไตล์อเมริกันยุค 1930s ได้อย่างชัดเจน คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบลุคของตัวละครมากน้อยแค่ไหน?

เมื่อคุณได้ร่วมงานกับคนที่มีความสามารถ คุณก็สามารถไว้วางใจพวกเขาได้อย่างเต็มที่ และโฟกัสกับการแสดงของตัวเองได้อย่างเต็มที่เช่นกัน พวกเขารังสรรค์ลุคของ Cat ขึ้นมาด้วยความใส่ใจอย่างมาก และยังทำให้มั่นใจด้วยว่าฉันรู้สึกสบายและมั่นใจในทุกชุดที่สวมใส่ ทีมงานออกแบบภาพลักษณ์ของเธอออกมาได้อย่างงดงามและแม่นยำ เพียงแค่มองก็รับรู้ได้ทันทีว่าเธอเป็นใคร

 

อะไรคือสิ่งที่คุณชื่นชอบมากที่สุดในการรับบท Cat?

สิ่งที่ฉันชอบที่สุดในการรับบท Cat คือการได้เล่นเป็น femme fatale แบบคลาสสิก ขณะเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ให้กับตัวละครนี้ด้วย เพราะตัวละครประเภทนี้มักถูกลดทอนให้เป็นเพียงภาพของผู้หญิงที่นำพาผู้คนไปสู่ความพินาศ แต่ภายใต้เปลือกนอกนั้น เธอก็เป็นคนที่ซับซ้อน เจ็บปวด โหยหาอิสรภาพ เต็มไปด้วยความเข้าใจผิดจากผู้คนรอบตัว และแน่นอนว่าการได้ใส่ชุดสวยๆ ขึ้นร้องเพลงบนเวที ก็เป็นข้อดีไม่น้อยเหมือนกัน

 

บทสัมภาษณ์ทีมงาน

Oren Uziel (Showrunner / ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร)

 

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจกต์นี้ได้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ดึงดูดคุณมากที่สุดให้สนใจ Spider-Noir ในฐานะเรื่องราวหนึ่งภายในจักรวาล Marvel ที่ใหญ่ขึ้น?

ผมได้เข้ามาร่วมโปรเจกต์นี้ผ่านทางโปรดิวเซอร์ Phil Lord, Chris Miller และ Amy Pascal ซึ่งผมเคยร่วมงานกับทุกคนมาก่อน และมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอในการทำงานร่วมกัน ผมชื่นชอบที่โปรเจกต์นี้เป็น Spider-Man ฉบับคนแสดงจริง ชื่นชอบที่เรื่องราวมีฉากหลังอยู่ในนิวยอร์กยุค 1930s และเหนือสิ่งอื่นใด ผมชอบที่มันหยั่งรากอยู่ในแนวนัวร์อย่างชัดเจน ผมเป็นแฟนตัวยงของฟิล์มนัวร์มาโดยตลอด ตั้งแต่ผลงานคลาสสิกไปจนถึงหนัง neo-noir ในช่วง 30, 40, 50 ปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นผมจึงมองว่า Spider-Noir เป็นโอกาสพิเศษที่จะได้สร้างผลงานในมุมหนึ่งของจักรวาล Marvel ที่เฉพาะตัวและแตกต่างออกไป

 

Spider เวอร์ชันนี้แตกต่างจากการตีความ Spider-Man บนจอในเวอร์ชั่นอื่นๆ ที่เราเคยเห็นอย่างไร?

Spider เวอร์ชั่นนี้แตกต่างจากการตีความ Spider-Man ในฉบับจอภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ผ่านมาในหลายด้าน อย่างแรก เขาถูกเรียกว่า The Spider แทนที่จะเป็น Spider-Man อีกทั้งยังใช้ชื่อ Ben Reilly แทน Peter Parker และสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด เขามีอายุมากกว่าทุกเวอร์ชั่นที่เราเคยเห็นมาก่อน เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เป็นผู้ชายที่ดื่ม สูบบุหรี่ และไม่กลัวที่จะต่อสู้อย่างถึงพริกถึงขิง เขาคือคนที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมานับไม่ถ้วน และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดจนแทบไม่น่าเชื่อ

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ แนวคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดในกระบวนการสร้างสรรค์ และส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาซีรีส์โดยรวมอย่างไร?

แนวคิดในการถ่ายทำซีรีส์ให้สามารถรับชมได้ทั้งในเวอร์ชั่นขาวดำและภาพสีเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของกระบวนการเตรียมงาน

 

มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโอกาสที่จะมอบเวอร์ชั่นขาวดำของซูเปอร์ฮีโร่ให้กับแฟนหนังคอมิก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ค่อยได้เห็นกัน ขณะเดียวกันก็เป็นการนำเสนอความนัวร์ในรูปแบบที่มีสีสันสดจัดให้กับแฟนหนังนัวร์คลาสสิก ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่คุ้นเคยเช่นกัน การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลต่อแนวทางการสร้างซีรีส์แทบทั้งหมด เพราะสิ่งที่ดูเหมาะสมในซีรีส์ขาวดำโดยตรง อย่างเช่นลิปสติกสีจัด อาจดูแปลกไปทันทีเมื่อนำมาอยู่ในเวอร์ชั่นภาพสี ดังนั้นเราจึงต้องทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทีมกล้อง โปรดักชั่นดีไซน์ เครื่องแต่งกาย VFX และอีกมากมาย เพื่อหาโทนสีที่เหมาะสมสำหรับรองรับทั้งสองรูปแบบ ในขณะที่ยังถ่ายทำเพียงครั้งเดียว มันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ท้าทาย และท้ายที่สุดก็คุ้มค่าอย่างยิ่ง

 

บทสนทนาแรกๆ ของคุณกับ Warren A. Young ผู้ออกแบบงานสร้าง เกี่ยวกับการสร้างโลกของนิวยอร์กยุค 1930s เป็นอย่างไรบ้าง? มีจุดอ้างอิงหรือแรงบันดาลใจเฉพาะอะไรหรือไม่?

บทสนทนาแรก ๆ ของผมกับ Warren เริ่มต้นจากการพูดคุยถึงตัวตนของเขา ทั้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งและในฐานะศิลปิน ผมอยากเข้าใจมุมมองของเขาที่มีต่อชีวิตและงานสร้างสรรค์ของตัวเอง ก่อนที่เราจะเริ่มพูดถึงการสร้างโลกของนิวยอร์กยุค 1930s ขึ้นมาใหม่ หลังจากนั้น เราใช้เวลาพูดคุยกันมากเกี่ยวกับข้อจำกัดที่นักออกแบบงานสร้างในยุคหนังนัวร์คลาสสิก ช่วงทศวรรษ 1940s และ 1950s ต้องเผชิญ และวิธีที่พวกเขาก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นเพื่อสร้างผลงานอันงดงามที่ยังคงทรงคุณค่ามาจนถึงทุกวันนี้ เรารู้ตั้งแต่แรกว่าเราจะต้องถ่ายทำในฉากจำลองจำนวนมาก รวมถึงสถานที่และสตูดิโอสมัยใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะต้องผสานงานสร้างจริงของห้องและฉากแบบย้อนยุค เข้ากับการขยายฉากด้วย VFX สมัยใหม่ เพื่อถ่ายทอดภาพและบรรยากาศให้มีความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์ยุค 1940s Warren ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและพิถีพิถันอย่างมาก และโลกที่เขาสร้างขึ้นมาก็น่าทึ่งอย่างแท้จริง

 

คุณหวังให้แฟน Spider-Man ที่ติดตามมานานได้อะไรกลับไปจากการตีความครั้งนี้? และหวังให้ผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นเรื่องของ Ben Reilly ได้ค้นพบอะไรจากซีรีส์เรื่องนี้?

ผมหวังว่าแฟน Spider-Man ที่ติดตามมายาวนานได้เห็นถึงความรักและความใส่ใจที่ทีมงานมอบให้กับตำนานอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล Spider-Man และชื่นชมโอกาสที่แนวคิดเรื่อง multiverse มอบให้เราในการสร้างเวอร์ชั่นใหม่อย่างแท้จริง ทั้งของตัวละครและของโลกที่เขาอาศัยอยู่ สำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นเรื่องของ Ben Reilly ผมอยากให้พวกเขามั่นใจได้ว่า ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจเรื่องราวของเรา ได้ถูกถ่ายทอดไว้อย่างครบถ้วนภายในทั้งแปดตอนของซีซั่นนี้

 

Darran Tiernan (ผู้กำกับภาพ)

 

อะไรคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการถ่ายทอดบรรยากาศของนิวยอร์กยุค 1930s ผ่านงานภาพของซีรีส์เรื่องนี้?

มีหลายอย่างที่น่าตื่นเต้นมากตั้งแต่ช่วงแรกของการวางคอนเซปต์ภาพไปจนถึงขั้นตอนถ่ายทำ การสร้างนิวยอร์กยุค 1930s ให้ออกมารู้สึกสมจริง มีชีวิต และให้กลิ่นอายของยุคนั้นอย่างชัดเจน โดยไม่ทำให้ดูเหมือนล้อเลียน ถือเป็นความท้าทายที่น่าสนุกมาก เราได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์นัวร์ชั้นเยี่ยมในยุคคลาสสิก ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1940s ไปจนถึงปลายทศวรรษ 1950s และดึงเอาภาษาภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของแนวนี้มาใช้อย่างเต็มที่ ทั้งเงาลึก ฉากภายในที่อบอวลด้วยควัน และการจัดเฟรมภาพแบบเอียงหรือไม่สมมาตร และเมื่อมี Nicolas Cage มารับบทนักสืบในโลก Spider-Man เราจึงออกแบบงานภาพให้ทั้งเคารพต่อรากของงานแนวนี้ และในขณะเดียวกันก็มีความสนุก ขี้เล่น ซึ่งสำหรับผมในฐานะผู้กำกับภาพแล้ว เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก

 

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการสร้างโทนภาพนี้ผ่านงานกล้อง และโปรเจกต์นี้ท้าทายคุณแตกต่างจากงานก่อนหน้าอย่างไร?

ความท้าทายคือการหาสมดุลระหว่างความสมจริงในแบบฟิล์มนัวร์ดั้งเดิม กับพลังและความจัดจ้านแบบหนังสือการ์ตูนที่เป็นเอกลักษณ์ของ Spider-Noir เราไม่สามารถเพียงลอกเลียนภาพสไตล์วินเทจมาใช้ได้ แม้เราจะได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตอย่างมากก็ตาม อีกทั้งเราต้องสร้างทั้งเวอร์ชั่นภาพสีและขาวดำของซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายเดือนในการทดสอบร่วมกันระหว่างทีมกล้อง ทีมศิลป์ และทีมเครื่องแต่งกาย เพื่อค้นหาสูตรที่เหมาะสมสำหรับทั้งสองรูปแบบ ทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อผ้า การแต่งหน้าทำผม งานดีไซน์ การเลือกสี อัตราส่วนแสง หรือการเลือกเลนส์ ล้วนต้องรองรับภาพทั้งสองเวอร์ชั่นไปพร้อมกัน เราผ่านการทดสอบมานับไม่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าผู้ชมจะรับชมในเวอร์ชั่นภาพสีหรือขาวดำ ภาพที่ออกมาก็ยังคงทรงพลังและมีเจตนาทางศิลป์อย่างชัดเจน โปรเจกต์นี้ผลักดันให้ผมต้องคิดสร้างสรรค์กับการใช้แสงและเงามากยิ่งขึ้น โดยเลือกใช้มุมกล้องและการจัดแสงในแบบที่เด่นชัดขึ้น เพื่อเน้นองศาภาพและเส้นเงาของตัวละครให้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาให้เรื่องราวตั้งอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

 

แสงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของซีรีส์และช่วยขับเคลื่อนการเล่าเรื่อง คุณมีแนวทางในการใช้แสงเพื่อทำให้บทมีชีวิตขึ้นมาอย่างไร?

สำหรับผม งานแสงของ Spider-Noir ให้ความสำคัญกับจิตวิทยาของตัวละครเป็นอันดับแรก และความสมจริงเป็นอันดับรอง ทีมใช้แสงเงาคอนทราสต์จัดๆ เพื่อสะท้อนด้านมืดและความสับสนภายในตัวละคร ในโลกของ Spider-Noir แสงแทบไม่เคยเป็นกลางเลย มันมักจะเปิดเผยมากเกินไป หรือไม่ก็ปกปิดมากเกินไป ผมพยายามทำให้แหล่งกำเนิดแสงทุกจุดรู้สึกราวกับมีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เราเลือกใช้เทคโนโลยีด้านแสงรุ่นเก่าเป็นหลัก ซึ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่มีใช้อยู่ในยุคภาพยนตร์นัวร์คลาสสิก วิธีนี้ช่วยทำให้ภาพมีความรู้สึกอิงอยู่กับยุคสมัยนั้น และมอบคุณภาพของภาพที่ให้กลิ่นอายย้อนยุคอย่างชัดเจน

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ สิ่งนี้ส่งผลต่อการทำงานกล้องของคุณในการสร้างภาพรวมของซีรีส์อย่างไร?

การต้องถ่ายทำให้รองรับทั้งเวอร์ชั่นภาพสีและขาวดำ หมายความว่าเราต้องออกแบบทุกช็อตให้ทำงานได้ในฐานะภาพนัวร์ที่แข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงพัฒนาให้มันทำงานต่อได้ในฐานะองค์ประกอบภาพสีที่เต็มไปด้วยรายละเอียดพื้นผิวและมิติ เรามองเวอร์ชั่นขาวดำเป็นเหมือน “แกนหลัก” ทางสุนทรียะ โดยสร้างผ่านคอนทราสต์สูง เงาที่ชัดเจน และรูปทรงกราฟิกที่โดดเด่น ก่อนจะใช้สีเข้ามาเสริมอารมณ์ของภาพแทนที่จะดึงความสนใจออกไปจากมัน เรามีคลังผลงานจำนวนมหาศาลจากยุคภาพยนตร์นัวร์ ทั้งด้านภาพถ่ายและงานกราฟิกดีไซน์ในช่วงเวลานั้นให้ศึกษาและใช้เป็นแรงบันดาลใจ มรดกทางภาพอันเข้มข้นเหล่านั้นกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราสร้างลุคของ Spider-Noir ขึ้นมาได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เราใส่ลายเซ็นและเอกลักษณ์ของตัวเองลงไปด้วย

 

Trayce Gigi Field (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย)

 

ฉากหลังของซีรีส์ที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กยุค 1930s คงเป็นความฝันของนักออกแบบเครื่องแต่งกายเลยทีเดียว อะไรคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการถ่ายทอดลุคของยุคสมัยนี้ผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย?

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ คือการนำข้อมูลและรายละเอียดจากการศึกษายุคสมัยมาต่อยอดให้กลายเป็นลุคที่มีความจัดจ้านในแบบหนังสือการ์ตูนมากขึ้น เราได้นำลุคเหล่านั้นมายกระดับผ่านการใช้สีและพื้นผิวของวัสดุ

 

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการสร้างลุคยุค 1930s?

การหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างกลิ่นอายแบบนัวร์กับลุคในสไตล์หนังสือการ์ตูนให้ผสานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ สิ่งนี้ส่งผลต่อแนวทางการออกแบบเครื่องแต่งกายของคุณอย่างไร?

เราได้ทดสอบเนื้อผ้าหลากหลายชนิดผ่านเลนส์เฉพาะสำหรับการทดสอบกล้อง เพื่อให้มั่นใจว่าลุคที่ออกแบบขึ้นจะทำงานได้ดีทั้งในเวอร์ชั่นภาพสีและขาวดำ เราพยายามรักษาโทนสีที่อ้างอิงจากพาเลตของตัวละครแต่ละตัวในหนังสือการ์ตูน พร้อมกับออกแบบลุคที่เพียงมองก็สามารถบ่งบอกตัวตนของแต่ละตัวละครได้ทันที ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ลุคเหล่านั้นใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทั้งสองรูปแบบการรับชม ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

 

หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของ Spider-Man Noir คือหน้ากากอันโด่งดังของเขา การทำให้ชุดและหน้ากากอันเป็นเอกลักษณ์นี้ออกมามีชีวิตจริงเป็นอย่างไรบ้าง?

การได้ทำให้หน้ากากของ Spider-Noir กลายเป็นจริงถือเป็นงานในฝันของฉันเลย เพราะนี่คือ Spider-Noir ฉบับคนแสดงจริงครั้งแรก ฉันจึงรู้ว่าต้องทำให้ชุดของซูเปอร์ฮีโร่ออกมาถูกต้องที่สุดเพื่อแฟนๆ ฉันเลือกออกแบบภาพลักษณ์โดยรวมของ Spider ให้มีความสมจริงและจับต้องได้มากขึ้น โดยแรงบันดาลใจของหน้ากากนั้นมาจากเสื้อสเวตเตอร์ของทหารในช่วงทศวรรษ 1920s

 

เครื่องแต่งกายของ Cat Hardy ในซีรีส์โดดเด่นมาก คุณมีแนวทางอย่างไรในการใช้เครื่องแต่งกายเพื่อถ่ายทอดตัวตนของเธอ?

การออกแบบเครื่องแต่งกายของ Cat Hardy เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก ลุคส่วนใหญ่ของเธออ้างอิงจากงานกูตูร์ในยุค 1930s ของ Schiaparelli รวมถึงแฟชั่นเฮาส์ชั้นสูงอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ ฉันต้องการให้ทุกลุคสะท้อนความรู้สึกของการแต่งกายที่หรูหรา ประณีต และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ผู้ชมจะได้เห็นอารมณ์ต่างๆ ถูกถ่ายทอดผ่านสีสันของเครื่องแต่งกายในแต่ละชุด รวมถึงได้เห็นเส้นทางการเติบโตของ Cat ในการตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

 

Brendan Gleeson รับบทเป็นเจ้าพ่อมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลและน่าเกรงขามอย่าง Silvermane คุณใช้แนวคิดอะไรในการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อสะท้อนความเป็นตัวร้ายของเขา?

ลุคของ Silvermane ได้รับแรงบันดาลใจจาก Al Capone ที่มีความดุดันและน่าเกรงขาม Brendan เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก เขาสามารถหยิบเอาเครื่องแต่งกายของตัวเองมาส่งเสริมบุคลิกแห่งความเป็นตัวร้ายได้อย่างทรงพลัง ลุคของเขาดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม คุณจะรู้สึกถึงแรงกดดันได้ทันทีเพียงแค่มองเขาในชุดนั้น Brendan ยังบอกด้วยว่าลุคเหล่านี้ช่วยให้เขาเข้าถึงความรู้สึกของการเป็น Silvermane ได้อย่างเต็มที่ นั่นคือการเป็นตัวร้ายที่โหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง

 

 

Warren A. Young (ผู้ออกแบบงานสร้าง)

 

อะไรคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการสร้างภาพลักษณ์ของนิวยอร์กยุค 1930s สำหรับซีรีส์เรื่องนี้?

ผมคิดว่าสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการสร้างภาพลักษณ์ของ Spider-Noir คือการที่ทีมของผม รวมถึงผู้กำกับภาพ Darran Tiernan และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย Trayce Gigi Field สามารถทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนในการพัฒนาและสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่นิวยอร์กในยุค 1930s ได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการศึกษาค้นคว้าเชิงลึก ทั้งจากภาพถ่ายและหลักฐานลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับเมืองในช่วงเวลานั้น

 

อะไรคือความท้าทายที่สุดในการสร้างภาพลักษณ์นี้?

ความท้าทายที่สุดในการออกแบบคือการต้องสร้างภาพลักษณ์ที่สามารถรองรับได้ทั้งเวอร์ชั่นขาวดำและภาพสี ซึ่งต้องถ่ายทำไปพร้อมกันในการถ่ายทำครั้งเดียว เราต้องทดสอบสีทาผนัง วอลเปเปอร์ เนื้อผ้า และพื้นผิววัสดุนับร้อยแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบสามารถใช้งานได้ดีในทั้งสองรูปแบบ กระบวนการนี้ใช้เวลามาก และแม้บางครั้งสิ่งที่ค้นพบจะน่าหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

 

ผู้ชมจะสามารถเลือกรับชมซีรีส์ได้ทั้งแบบภาพสีและขาวดำ สิ่งนี้ส่งผลต่อการทำงานของคุณอย่างไร?

ความท้าทายของการต้องสร้างทั้งลุคขาวดำและภาพสี หมายความสีที่ดูดีในเวอร์ชั่นภาพสีอาจจะไม่ได้ดูดีนักในเวอร์ชั่นภาพขาวดำ และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น สีแดงอาจกลายเป็นสีเทาเข้มหรือแม้แต่ดำในภาพขาวดำ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเม็ดสี หมึก หรือสีย้อมที่ใช้ เนื่องจากกล้องถ่ายภาพยนตร์ตีความสีในแบบของมันเอง เราจึงต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสีของเราอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เรายังต้องพิจารณาด้วยว่าโทนภาพและการปรับสีแบบใดจะเหมาะสมที่สุดสำหรับทั้งเวอร์ชั่นขาวดำและภาพสี เพื่อให้เข้ากับฉากแวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมถึงเหมาะกับนักแสดงแต่ละคนด้วย

 

คุณใช้จุดอ้างอิงหรือองค์ประกอบทางภาพใดจากยุค 1930s เป็นหลักในการสร้างโลกของ Spider-Noir?

Rockefeller Center สร้างเสร็จในปี 1933 และเราได้ขยับไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์เล็กน้อย โดยออกแบบให้ชั้นบนของอาคารดูเหมือนยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีเพียงโครงเหล็กและพื้นไม้บางส่วนเท่านั้น หลายฉากแอ็กชั่นใหญ่ของเราเกิดขึ้นบนชั้นดังกล่าว และจากพื้นที่นั้น เราได้ใช้เทคนิควิชวลเอฟเฟกต์สร้างภาพทิวทัศน์ของเมืองจากมุมมองชั้น 60 ซึ่งรวมถึงภาพของตึกEmpire State ที่เพิ่งสร้างเสร็จในเวลานั้น รวมถึงเทพีเสรีภาพ

 

ผลลัพธ์สุดท้ายของซีรีส์แตกต่างจากภาพที่คุณจินตนาการไว้ตอนอ่านบทครั้งแรกมากน้อยแค่ไหน?

เวอร์ชั่นขาวดำของซีรีส์ออกมาตรงกับสิ่งที่ผมจินตนาการไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบทครั้งแรกอย่างมาก ส่วนเวอร์ชั่นภาพสีให้สีสันและพื้นผิวที่ในหลายแง่มุมแตกต่างจากสิ่งที่ตามนุษย์จะมองเห็นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากการออกแบบและปรับแต่งโทนสีอย่างเฉพาะเจาะจงในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ เราต้องการให้เวอร์ชั่นภาพสีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็อยากให้เวอร์ชั่นขาวดำรักษาลุคฟิล์มนัวร์คลาสสิกไว้อย่างชัดเจน และผมคิดว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้สำเร็จในทั้งสองเวอร์ชั่น

 

คุณหวังให้ผู้ชมรู้สึกอย่างไรเมื่อก้าวเข้าสู่โลกนิวยอร์กยุค 1930s ในเวอร์ชั่นนี้?

ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกราวกับได้ดำดิ่งเข้าไปอยู่ในยุคสมัยนั้นจริงๆ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ผมหวังว่าผู้ชมจะรู้สึกว่าโลกที่เราสร้างขึ้นเป็นโลกที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่ฉากถ่ายทำที่ถูกนำมาประกอบกันเท่านั้น

 

 

';

ประเด็นที่คุณอาจสนใจ

';