ข้อมูลซีรีส์ The Boys ซีซั่น 5
-
ชื่อเรื่อง: The Boys Season 5 (ก๊วนหนุ่มซ่าล่าซูเปอร์ฮีโร่ ซีซั่น 5)
-
นักแสดง: Karl Urban, Jack Quaid, Antony Starr, Erin Moriarty, Jessie T. Usher, Laz Alonso, Jensen Ackles, Chace Crawford, Tomer Capone, Karen Fukuhara, Colby Minifie, Susan Heyward, Valorie Curryและ Nathan Mitchell
-
โชว์รันเนอร์: Eric Kripke
-
ผู้อำนวยการสร้าง: Eric Kripke, Seth Rogen, Evan Goldberg, James Weaver, Neal H. Moritz, Pavun Shetty, Phil Sgriccia, Michaela Starr, Paul Grellong, David Reed, Judalina Neira, Jessica Chou, Gabriel Garcia, Ori Marmur, Ken F. Levin และ Jason Netter
-
ผลิตโดย: Amazon MGM Studios และ Sony Pictures Television ร่วมกับ Kripke Enterprises, Original Film และ Point Grey Pictures
-
จำนวนตอน: 8 ตอน
-
กำหนดสตรีม: วันพุธที่ 8 เมษายน 2569
-
รายละเอียดการสตรีม: สตรีม 2 ตอนแรก ในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 / จากนั้นจะสตรีมตอนใหม่สัปดาห์ละ 1 ตอน (ตอนสุดท้ายจะสตรีมในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569)
เรื่องย่อ
ในซีซั่นที่ 5 ซึ่งจะเป็นซีซั่นสุดท้ายของซีรีส์ ว่าด้วยเรื่องราวเมื่อทั้งโลกตกอยู่ในอำนาจมืดและความบ้าคลั่งที่คาดเดาไม่ได้ของโฮมแลนเดอร์อย่างสมบูรณ์ ฮิวอี้ (Hughie), เอ็มเอ็ม (M.M. หรือ Mother’s Milk) และเฟรนชี่ (Frenchie) ถูกจับกุมตัวไว้ใน Freedom Camp ส่วน แอนนี่ (Annie) ก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรวบรวมแนวร่วมต่อกรกับกองทัพซูเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังเหนือกว่า ในขณะที่ คิมิโกะ (Kimiko) หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่แล้วเมื่อ บุตเชอร์ (Butcher) กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมกับแผนการที่จะใช้ไวรัสล้างบางพวกซูเปอร์ฮีโร่ให้หมดสิ้นไปจากโลก เขาได้จุดชนวนเหตุการณ์ลูกโซ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกและทุกคนไปตลอดกาล จนกลายเป็นจุดพลิกสำคัญของเรื่องราว เตรียมพบกับเหตุการครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย
The Boys ดัดแปลงมาจากการ์ตูนขายดีของ The New York Times โดย การ์ธ เอนนิส (Garth Ennis) และ ดาริก โรเบิร์ตสัน (Darick Robertson) ซึ่งทั้งคู่ยังรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย รวมถึงพัฒนาซีรีส์โดยผู้อำนวยการสร้างและโชว์รันเนอร์อย่าง อีริก คริปเก้ (Eric Kripke) ร่วมอำนวยการสร้างโดย เซธ โรเกน (Seth Rogen), อีแวน โกลด์เบิร์ก (Evan Goldberg), เจมส์ วีเวอร์ (James Weaver), นีล มอริตซ์ (Neal H. Moritz), พาวัน เช็ตตี้ (Pavun Shetty), ฟิล ซกริสเซีย (Phil Sgriccia), มิเคล่า สตาร์ (Michaela Starr), พอล เกรลลอง (Paul Grellong), เดวิด รีด (David Reed), จูดาลิน่า เนียร่า (Judalina Neira), เจสสิกา โช (Jessica Chou), กาเบรียล การ์เซีย (Gabriel Garcia), ออรี มาร์เมอร์ (Ori Marmur), เคน เอฟ. เลวิน (Ken F. Levin) และ เจสัน เนตเตอร์ (Jason Netter) ซีรีส์ The Boys ผลิตโดย Amazon MGM Studios และ Sony Pictures Television ร่วมกับ Kripke Enterprises, Original Film และ Point Grey Pictures
ข้อมูลเครดิตในแต่ละตอน
-
ตอนที่ 1: กำกับโดย Phil Sgriccia / เขียนบทโดย Paul Grellong
-
ตอนที่ 2: กำกับโดย Shana Stein / เขียนบทโดย Jessica Chou
-
ตอนที่ 3: กำกับโดย Karen Gaviola / เขียนบทโดย Ellie Monahan
-
ตอนที่ 4: กำกับโดย Karen Gaviola / เขียนบทโดย Geoff Aull
-
ตอนที่ 5: กำกับโดย Phil Sgriccia / เขียนบทโดย Judalina Neira
-
ตอนที่ 6: กำกับโดย Catriona McKenzie / เขียนบทโดย David Reed
-
ตอนที่ 7: กำกับโดย Sylvain White / เขียนบทโดย Anslem Richardson
-
ตอนที่ 8: กำกับโดย Phil Sgriccia / เขียนบทโดย Judalina Neira & David Reed
บทสัมภาษณ์นักแสดง
KARL URBAN & ANTONY STARR – BUTCHER & HOMELANDER.

ช่วยเล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่าง Butcher และ Homelander ให้ฟังหน่อยได้ไหม?
Karl Urban: หนึ่งในเทคนิคที่ชาญฉลาดที่สุดที่ Kripke ใช้ในการเขียนตัวละครเหล่านี้ คือการทำให้พวกเขาสามารถเป็นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน คุณสามารถเห็นตัวละครที่เป็นเหมือนวายร้ายทำสิ่งที่ดี ขณะเดียวกันก็มีแอนตี้ฮีโร่หรือฮีโร่แบบดั้งเดิมที่กลับทำสิ่งที่ไม่ดี ซีรีส์เรื่องนี้มักจะพูดถึงการตัดสินใจระหว่างสิ่งที่ถูกและผิดมาโดยตลอด ผมคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการที่ Antony และผมได้รับเลือกมาแสดง เพราะเรารู้จักกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว
Antony Starr: ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่จำนวนมากมักมีโครงสร้างที่ตัวละครอยู่คนละขั้ว มีฝ่ายดีและฝ่ายร้าย นี่คือกลไกหลักของเรื่องในหลายแง่มุม จะไม่มี The Boys หากไม่มี Butcher และภารกิจล้างแค้นของเขา และจะไม่มีภารกิจล้างแค้นหากไม่มี Homelander ในฐานะตัวร้ายหลัก ระหว่างทั้งสองคนมีความเชื่อมโยงบางอย่างที่แปลกประหลาด และมีความเคารพกันในระดับหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละซีซั่น
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดทั้งซีรีส์ มีช่วงเวลาไหนบ้างที่โดดเด่นสำหรับ Homelander และ Butcher?
Karl Urban: สำหรับผมความสัมพันธ์ระหว่าง Ryan และ Butcher น่าสนใจ เพราะมันผลักดันให้ Butcher เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่พร้อมจะรับมือ นั่นคือการเป็นเหมือนพ่อคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวอย่างของพ่อที่เขาเคยมีคือพ่อที่ใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ Cameron Crovetti ทำได้ยอดเยี่ยมมาก เขาถ่ายทอดความเปราะบางและความเจ็บปวดได้อย่างงดงาม และต่อมาก็ถ่ายทอดความสับสนแบบวัยรุ่นได้อย่างดี
Antony Starr: มันไม่ใช่แค่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบสามเส้าระหว่าง Butcher, Homelander และ Ryan ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของเด็กคนนี้ว่าเขาจะไปสู่ด้านมืดหรือด้านสว่าง
ตอนที่คุณเริ่มต้นในซีซั่นแรก คุณมองตัวละครของคุณไว้อย่างไร และมุมมองนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหนจนถึงซีซั่นสุดท้าย?
Karl Urban: ภาพของ Butcher ที่ผมได้รับตอนแรก คือคนที่จมอยู่กับการแก้แค้นและความหมกมุ่น มีแรงขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวคือการฆ่า Homelander จากนั้นก็มีจุดเปลี่ยนในซีซั่นสาม เมื่อ Butcher ตระหนักว่า แม้เขาจะกำจัด Homelander ได้ โครงสร้างของ Vought ก็ยังคงอยู่ และจะมีคนอื่นเข้ามาแทนที่ ดังนั้นมันจึงขยายไปสู่ประเด็นด้านศีลธรรมและจริยธรรมที่กว้างขึ้น Butcher ต้องการกำจัดซูปทั้งหมด เพราะพลังของซูเปอร์ฮีโร่ในระดับนั้นคือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ
ขอบเขตของเป้าหมายของ Butcher จึงขยายขึ้นตลอดทั้งเรื่อง ผมรู้สึกว่าเมื่อเรื่องดำเนินไป ตัวละครมีมิติมากขึ้น ซีรีส์นี้ทำงานได้ดีในเชิงเสียดสี มันสะท้อนสังคมและตั้งคำถามว่า นี่คือสิ่งที่เราเป็นอยู่หรือไม่ และนี่คือสิ่งที่เราอยากเป็นหรือเปล่า หน้าที่ของเราไม่ใช่การให้คำตอบหรือสั่งสอน ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดซีรีส์เรื่องนี้ ตราบใดที่มันทำให้เกิดการพูดคุย ก็จะนำไปสู่การตระหนักรู้ในตัวเอง
Antony Starr: ตอนรับงานนี้ ผมแทบไม่มีข้อมูลอะไรเลย เพราะได้อ่านแค่ตอนแรก และมีตัวละครผมอยู่แค่สองฉาก มันคือภาพของคนที่ภายนอกดูเป็นคนดีมากในที่ประชุมทีม แล้วก็ไปยิงเลเซอร์ทำลายเครื่องบินครึ่งลำทั้งที่มีเด็กอยู่ในนั้น ผมเข้าใจทันทีว่าเขาคือคนเลวที่แสร้งเป็นคนดี หลังจากนั้นผมก็ได้อ่านบทที่เหลือ รวมถึงไปดูต้นฉบับซึ่งเราก็มีการดัดแปลงไปค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ผมที่พัฒนาตัวละครนี้ แต่เป็นผมกับ Eric ที่ช่วยกัน “เลี้ยงดู” ตัวละครนี้ และสุดท้ายมันก็ออกมาแตกต่างจากจุดเริ่มต้นอย่างมาก แต่ผมขอทิ้งท้ายว่า Homelander ไม่ใช่คนดีนะ ขอให้ชัดเจนตรงนี้เลย
Karl Urban: Butcher ก็ไม่ใช่เหมือนกัน นั่นแหละคือความเป็นสีเทา คนดีสามารถทำสิ่งเลวร้ายได้ และคนเลวก็สามารถทำสิ่งที่ดีได้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจและซับซ้อนมาก
KARL URBAN – BILLY BUTCHER

ช่วยพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของคุณกับ The Boys ให้ฟังหน่อย?
ผมอยู่ที่บ้านในนิวซีแลนด์ ตอนนั้นสิ่งแรกที่ผมรับรู้คือได้อ่านข่าวว่าเพื่อนของผม Antony Starr ได้รับเลือกให้แสดงในเรื่องนี้ ผมรู้สึกสนใจทันที คิดว่ามันดูเท่มาก และอยากเป็นส่วนหนึ่งของอะไรแบบนี้ อีกประมาณ 3–4 วันต่อมา ตัวแทนของผมก็โทรมาบอกว่า เราจะส่งข้อเสนอจาก Eric Kripke สำหรับซีรีส์เรื่อง The Boys ให้คุณ ผมอ่านแล้วก็รู้สึกดึงดูดกับตัวละคร Butcher ทันที มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในอาชีพนี้ คือผมรู้เลยว่าต้องทำรับเล่นเรื่องนี้ ผมบินไปลอสแอนเจลิสเพื่อเจอกับ Eric, Seth และ Evan และทันทีที่ได้เจอ ผมก็รับรู้ได้ถึงตัวตนของ Eric และในฐานะโชว์รันเนอร์ เขาเป็นคนที่ผมพร้อมจะร่วมเดินทางไปด้วยกัน 5–7 ปี ผมเลยไม่ลังเล ตัดสินใจรับงาน และรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นโอกาสที่จะได้ทำอะไรที่มีความแหวกแนวและท้าทาย ในช่วง 20–30 ปีที่ผ่านมา เราถูกถาโถมด้วยคอนเทนต์ซูเปอร์ฮีโร่มากมาย แต่เรื่องนี้เหมือนเป็นการทำลายกรอบนั้น กลับด้านให้ซูเปอร์ฮีโร่กลายเป็นฝ่ายร้าย ขณะเดียวกันก็เป็นการเสียดสีและสะท้อนสังคม แต่สิ่งที่ดึงดูดผมมากที่สุดคือตัวละคร ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและเส้นทางของตัวละครเหล่านี้ได้ดีสักครึ่งหนึ่งของที่มันเขียนไว้ เราก็จะได้บางสิ่งที่พิเศษมาก
ก่อนหน้านั้นคุณรู้จักคอมิกต้นฉบับมากน้อยแค่ไหน?
ผมรู้จักอยู่แล้ว และจำได้ว่าตอนที่มันออกใหม่ๆ ผมเคยเห็นในร้านหนังสือ ก็เลยเข้าไปดูเพราะชื่อเรื่องมันน่าสนใจมาก มันมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดทั้งชื่อและหน้าปก ผมอ่านแล้วก็คิดว่า “น่าสนใจดี” พอได้รับบท Butcher ผมก็ลงลึกมากขึ้น อ่านทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจต้นฉบับและรากฐานของเรื่อง Eric บอกผมว่า เราจะใช้พื้นฐานเดิม แต่จะปรับเปลี่ยนให้แตกต่างออกไปเล็กน้อย ผมพบว่าคอมิกมีประโยชน์มากในเรื่องโทน เนื้อหา เบื้องหลัง และจุดกำเนิดของตัวละคร Butcher
ตอนนั้นคุณคาดหวังอย่างไรกับกระแสตอบรับของซีรีส์ และเมื่อมองมาถึงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
ผมเรียนรู้มานานแล้วว่าการมีความคาดหวังเป็นเรื่องอันตราย ผมคงไม่เรียกว่ามีความคาดหวัง แต่ผมมีความหวัง
เราถูกอนุมัติให้ทำซีซั่นสอง และค่อยๆ เริ่มรู้ตัวว่าซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเรตติ้ง แต่จากชีวิตจริงด้วย
ผู้คนเข้ามาทักว่า “ผมชอบซีรีส์คุณมาก ขอถ่ายรูปด้วยได้ไหม” มันค่อยๆ เปลี่ยนไปตามความนิยมที่เพิ่มขึ้น และก็แลกมาด้วยการสูญเสียความเป็นส่วนตัว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งในช่วงต้นซีซั่นสาม ที่มีคนในกองถ่ายนำบทและข้อมูลไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นผมรู้เลยว่าเรามาถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว มันบ้าดีจริง ๆ
คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงอะไร?
ผมจะไม่ตอบแบบนั้น ผมคิดว่ามันเป็นความผิดพลาดของศิลปินถ้าจะไปนิยามงานของตัวเอง เพราะมันจะเป็นการปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความ ซีรีส์นี้พูดถึงหลายสิ่ง และสื่อสารได้หลายระดับ มันสะท้อนสังคมและถามว่า “นี่คือคุณหรือเปล่า? นี่คือสิ่งที่คุณอยากเป็นหรือไม่?” แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นความบันเทิงด้วย ผมไม่อยากกำหนดความหมายให้ผู้ชม ควรให้ผู้ชมดูแล้ว ตีความด้วยตัวเองดีที่สุด
ในมุมของ Butcher อะไรคือสิ่งที่คุณสนุกกับความเป็นตัวละครที่มีหลายมิติของเขา?
ตั้งแต่ตอนแรก เขาดูเป็นตัวละครที่สนุก สามารถโน้มน้าวให้ใครทำอะไรก็ได้ และถ้าใช้คำพูดไม่สำเร็จ เขาก็พร้อมจะข่มขู่ด้วยผลลัพธ์สุดโต่ง Butcher เป็นเหมือนพลังธรรมชาติ เป็นคนที่จ้องมองความมืดมิดโดยไม่กระพริบตา แม้เขาจะมีด้านมืดและมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง แต่ก็มีด้านที่อ่อนโยนและแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจคนรอบตัวจริงๆ ผมสนุกมากกับการเล่นในมุมคอเมดี้ ตอนที่เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ โกหก หลอกล่อคนอื่น ผมชอบมาก แล้วก็ชอบเวลาสลับไปสู่ด้านมืดสุดโต่งของตัวละคร เขาเป็นตัวละครที่ซับซ้อนมาก และสามารถเป็นได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้ทำงานกับ Eric Kripke เพราะเขาเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์แบบ “ไอเดียที่ดีที่สุดชนะ” ซึ่งหาได้ยากมาก
คุณมองอย่างไรกับความเป็น “เหมือนทำนายอนาคต” ของ The Boys?
Eric Kripke เรียกห้องเขียนบทว่า “หม้อต้มของปีศาจ” เพราะหลายครั้งที่สิ่งที่ถูกเขียนในเรื่อง กลับไปปรากฏในสังคมจริงในอีก 1–2 ปีถัดมา เขามักเขียนสิ่งที่เขาสนใจและเป็นประเด็นสำคัญในสังคม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันน่าสนใจมากที่เห็นความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ และซีรีส์ของเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนานั้น นี่คือสัญญาณของงานเขียนที่ดี หากมันสร้างบทสนทนาได้ ก็จะนำไปสู่การตระหนักรู้ และอาจช่วยให้เราไม่ทำผิดซ้ำอีก
การทำงานกับนักแสดงคนอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง?
จากงานทั้งหมดที่ผมเคยทำมา ผมไม่เคยเจอความผูกพันและความเป็นหนึ่งเดียวแบบนี้มาก่อน ตอนแรกมันเหมือนมีสองโลก คือฝั่งซูเปอร์ฮีโร่ และฝั่ง The Boys และเราก็สนิทกันมากในฐานะทีม กองถ่ายอื่นนักแสดงมักจะกลับเทรลเลอร์ของตัวเองหลังถ่ายเสร็จ แต่เราไม่ เราจะอยู่ด้วยกัน เล่นดนตรี เล่นเกม และแกล้งกัน ความทรงจำที่ดีที่สุดหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างช่วงพักกอง เมื่อคุณต้องทำงานวันละ 16 ชั่วโมง การมีบรรยากาศที่สนุกและสนับสนุนกันเป็นสิ่งสำคัญมาก
อยากให้ผู้ชมจดจำซีรีส์เรื่องนี้ในแบบไหน?
The Boys เป็นซีรีส์ที่สามารถดูซ้ำได้เรื่อยๆ และผมหวังว่าผู้ชมจะยังดูมันต่อไปอีกนานหลังจากซีซั่นห้าจบ ผมอยากให้คนจดจำมันในฐานะซีรีส์ที่สนุก มันส์ แอ็กชั่นจัดเต็ม และบ้าระห่ำแบบสุด ๆ
ANTONY STARR – HOMELANDER

รู้สึกอย่างไรบ้างที่ Homelander กลายเป็นตัวละครที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำของผู้ชม?
ผมชอบมากที่คนรุ่นใหม่ดูจะเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ได้ แม้ว่าจะเป็นในแบบที่ค่อนข้างแปลกก็ตาม มีอยู่ช็อตหนึ่งในซีซั่นสามที่ Homelander มีอาการแพนิก ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าแก้มตัวเองยืดหยุ่นได้ขนาดนั้น เหมือนยางเลย…! สองปีต่อมา เด็กๆ หลายคนก็ทำแก้มพองเหมือนลูกโป่งลมเลียนแบบผม กลายเป็นมีมีมเต็มไปหมด มันเหนือจริงมาก มีองค์ประกอบหลายอย่างของซีรีส์ หรืออาจจะทั้งเรื่อง ที่เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปของผู้คนแล้ว ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก มันสะท้อนให้เห็นว่าซีรีส์เข้าไปอยู่ในความคิดของผู้ชมได้จริงๆ และมันก็สนุกดี ผมภูมิใจกับมีมของ Homelander มาก
Eric เคยพูดถึงโครงสร้างของซีรีส์ที่ผสมระหว่างความช็อก เสียดสี และความเป็นมนุษย์ คุณเห็นด้วยไหม?
ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้ชมเชื่อมโยงได้จริงๆ คือ “ความเป็นมนุษย์” และซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งนั้น ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองหรือความช็อก นั่นเป็นเพียงโทนของเรื่อง แต่ลึกลงไปคือความเรียบง่ายของการเป็นมนุษย์ นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนเข้าถึงได้ และเป็นเหตุผลที่ Homelander เป็นตัวละครที่ทั้งน่าดึงดูดและทำให้สับสน เพราะผู้ชมสามารถเชื่อมโยงกับเขาได้ เรามีตัวอย่างมากมายที่ตัวละครต้องเผชิญสถานการณ์ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับบางสิ่ง และต้องตัดสินใจในเชิงศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนโกรธ ร้องไห้ และหัวเราะ การได้เห็นมนุษย์เหล่านี้ดิ้นรนอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรงหรือสุดโต่งในโลกของเรื่อง และไม่ได้เลือกสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
คุณมองอย่างไรกับความเป็น “เหมือนทำนายอนาคต” ของ The Boys?
ซีรีส์ทำหน้าที่เสียดสีสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ดีมาก แต่สิ่งที่มันเริ่มต้นเสียดสีจริงๆ คือเรื่องของคนดังและอำนาจ อำนาจที่มากเกินไปย่อมนำไปสู่การคอร์รัปชันอย่างแท้จริง สำหรับผมมันทั้งน่าสนใจและน่าตลก เพราะในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ความเป็นคนดังก็เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็สามารถมีชื่อเสียงได้ ซึ่งมันแปลกมาก การเสียดสีเรื่องคนดัง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกจริง และวิธีที่เรานำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดในเรื่อง มันน่าสนใจจริงๆ
ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องฉากที่ชวนช็อก มีฉากไหนที่คุณรู้สึกโดดเด่นเป็นพิเศษไหม?
ส่วนใหญ่ฉากที่ผมรู้สึกว่าช็อก มักจะเป็นฉากของตัวละครอื่นมากกว่า Homelander ผมไม่เคยรู้สึกช็อกกับสิ่งที่ Homelander ทำเลย จะเรียกว่าสนุกมากกว่าก็ได้ อาจจะเพราะผมเริ่มชินแล้ว เพราะมันไปถึงจุดที่ทุกอย่างดูสุดโต่งและเหนือจริงมาก
เราเคยมีฉากที่มีคนตัวเล็กวิ่งเข้าไปในท่อปัสสาวะของใครบางคน และการรักษาโทนแบบนี้ให้ต่อเนื่องตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ผมเริ่มชิน สำหรับผมสิ่งที่ The Deep ทำส่วนใหญ่มักจะตลกแบบหลุดโลกมาก
มีประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำกับแฟน บ้างไหม?
ถ้าไม่มีพวกเขาที่เข้ามาดู รัก และอยากเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ เราก็จะไม่มีซีรีส์เรื่องนี้ เรามีแฟนคลับที่ยอดเยี่ยมมาก ผมติดต่อกับพวกเขาผ่านโซเชียลมีเดีย และพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่าทึ่งจริงๆ ผมทั้งเคารพและรู้สึกขอบคุณอย่างมาก
JACK QUAID – HUGHIE CAMPBELL

การได้กลับมาเริ่มต้นในซีซั่นห้า รู้สึกอย่างไรบ้าง?
มันเป็นความรู้สึกที่เหนือจริงมาก ซีรีส์เรื่องนี้มีความหมายกับผมมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในแง่ของอาชีพ แต่ว่าผมเป็นคนที่ชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เป็นเนิร์ดคนหนึ่งที่รักซูเปอร์ฮีโร่ ผมไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้มาอยู่ในซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทั้งสุดโต่งและหลุดโลกขนาดนี้ ผมทำงานในซีซั่นนี้โดยบอกกับตัวเองว่า ให้ซึมซับทุกอย่างไว้ เพราะนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นคนกลุ่มนี้ในบริบทแบบนี้
คุณได้เข้าร่วมในซีรีส์เรื่องนี้ได้อย่างไร?
ผมได้รับสคริปต์ทางอีเมล และรู้สึกทึ่งมาก ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่ามันสร้างจากคอมิก ผมคิดว่าเป็นบทที่มีคนเขียนขึ้นมาเกี่ยวกับอเมริกาในยุคปัจจุบัน แล้วใส่ซูเปอร์ฮีโร่เข้าไป ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งของมันมาก กระบวนการออดิชันค่อนข้างยาว และในฐานะนักแสดง มันยากมากเวลาที่คุณอยากได้งานอะไรสักอย่างมากๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วสิ่งนั้นมักจะไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้ ผมจำได้ไม่ลืมเลย ตอนที่มีโทรศัพท์โทรเข้ามา ผมกำลังขับรถอยู่ แล้วผมก็ต้องจอดรถข้างทางเพื่อตะโกนด้วยความดีใจ หลังจากนั้นก็คือประวัติศาสตร์
ตอนนั้นคุณคาดหวังอย่างไรกับกระแสตอบรับของซีรีส์?
ผมไม่รู้เลยว่าซีรีส์จะถูกมองอย่างไร ผมรู้แค่ว่าผมชอบมัน แต่มันก็มีทั้งความรุนแรง การเสียดสี และมีความเป็นการเมืองเล็กน้อย ผมไม่แน่ใจว่าคนดูทั่วไปจะรู้สึก “รับได้” กับความสุดโต่งแค่ไหน แต่ผมก็ประหลาดใจ เพราะผมประเมินผู้ชมต่ำเกินไป คนส่วนใหญ่กลับเปิดรับสิ่งแบบนี้ ผมได้เห็นฐานแฟนค่อยๆ เติบโตขึ้นในทุกซีซั่น ผมเริ่มเห็นแฟนอาร์ตของพวกเรา ซึ่งมันต้องใช้ความพยายามจริงๆ ที่จะสละเวลามาวาดภาพของ Queen Maeve หรือ Homelander หรือใครก็ตาม
มาถึงตอนนี้ คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้พูดถึงอะไร?
มันยังคงเป็นอย่างที่ผมคิดตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านบทเมื่อหลายปีก่อน มันพูดถึงอเมริกาในปัจจุบัน ทุนนิยม และความโลภขององค์กร สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายทุกอย่างในโลกของเรา และส่งผลกระทบต่อคนธรรมดาในชีวิตประจำวัน ซึ่งพวกเขามักกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบ
Eric เคยพูดถึงโครงสร้างของซีรีส์ที่ผสมระหว่างความช็อก เสียดสี และความเป็นมนุษย์ คุณเห็นด้วยไหม?
ถ้าไม่มี “หัวใจ” ทุกอย่างจะใช้ไม่ได้เลย ไม่ว่าตัวละครจะเป็นซูป หรือเป็น The Boys ทุกคนต่างก็มีหัวใจ บางคนอาจมีมากกว่าคนอื่น แม้ว่าตัวร้ายจะเลวร้าย แต่คุณก็เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นแบบนั้น และยังรู้สึกผูกพันกับพวกเขา บทบาทของ Hughie คือการเป็นหัวใจและเป็นจุดยึดทางอารมณ์ของเรื่อง
มีประสบการณ์อะไรที่น่าจดจำกับแฟนๆ บ้างไหม?
มีเยอะมาก แฟนๆ น่ารักมากจริงๆ ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะสุดโต่งแค่ไหน แต่แฟนๆ ของ The Boys เป็นกลุ่มคนที่ใจดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ
อยากให้ผู้ชมจดจำซีรีส์เรื่องนี้ในแบบไหน?
ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเหมือนภาพสะท้อนของอเมริกาในช่วงเวลาที่มันถูกสร้างขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเนิร์ดในยุคนั้นอย่างชัดเจน มีหลายครั้งที่ซีรีส์พูดถึงบางสิ่ง แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงในภายหลัง มันยังเป็นเหมือนการระบายความรู้สึก ที่ได้ทำซีรีส์เกี่ยวกับด้านมืดของโลก เสียดสีมัน และสะท้อนมันกลับไปให้ผู้ชมเห็น
ERIN MORIARTY – STARLIGHT / ANNIE

คุณเป็นนักแสดงคนแรกที่ถูกแคสต์เข้ามาในเรื่องนี้ใช่ไหม?
ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนแรกเลย และกระบวนการก็หนักมาก เป็นการทดสอบบทที่ค่อนข้างโหดกับ Eric Kripke แต่ถึงจะหนักแค่ไหน มันก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าเขาเป็นคนที่ละเอียดมากแค่ไหน ฉันคิดว่า ถ้าได้งานนี้ ฉันจะได้อยู่ในมือที่ดีที่สุด ในฐานะนักแสดง เราผ่านกระบวนการแคสต์มา เราก็ทำให้ดีที่สุด แล้วก็ปล่อยวาง ซึ่งนั่นคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ แล้วฉันก็รู้ว่าฉันได้บทนี้ หลังจากนั้นใช้เวลาหลายเดือนในการแคสต์ตัวละครอื่นๆ นอกเหนือจาก Jack ที่เล่นเป็น Hughie ที่ฉันต้องลองอ่านบทด้วย เพื่อดูเคมีระหว่างกัน คนอื่นๆ ฉันต้องรออยู่ประมาณหกเดือน โดยทุกเดือนก็ไปลองชุดซูเปอร์สูทของตัวเอง และรอว่าจะมีใครถูกแคสต์เพิ่มบ้าง การได้เห็นทุกคนถูกเลือกเข้ามาในแต่ละบทเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและน่าทึ่ง มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ฉันยังไม่รู้เลยว่าชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไป และแค่คิดถึงตอนนี้ก็ยังขนลุกอยู่เลย
การได้ทำงานกับ John Koyama ผู้ควบคุมสตันต์เป็นอย่างไรบ้าง?
John Koyama เป็นหนึ่งในคนที่ฉันชื่นชอบมาก เขาเก่งมาก เป็นผู้ควบคุมสตันต์ของเรา และเป็นหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดในกองถ่าย เขามีความสามารถในการวางแผนและออกแบบฉากแอ็กชั่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเหมาะกับงานนี้จริงๆ คือความเป็นตัวตนของเขา เขาทำให้ฉากต่อสู้ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของซีรีส์ออกมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และทำให้นักแสดงทุกคนรู้สึกได้รับการดูแลและปลอดภัย เขาเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังทุกฉากต่อสู้ในซีซั่นห้า เป็นเหมือนมันสมองของทุกโมเมนต์ใหญ่ที่เกี่ยวกับสตันต์ เวลาที่เราทุกคนเหนื่อย เขาจะเป็นคนที่ปลุกพลังให้เราเดินหน้าต่อไปได้ คุณจะหาผู้ควบคุมสตันต์ที่ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว
ตอนนั้นคุณคาดหวังอย่างไรกับกระแสตอบรับของซีรีส์?
ตอนที่ถ่ายทำซีซั่นแรก ฉันสนุกมาก มันเหมือนเวทมนตร์เลย ทั้งทีมงาน เพื่อนนักแสดง ทุกคนตั้งแต่ทีมผมไปจนถึงนักแสดง ต่างทุ่มเทเพื่อทำให้มันออกมาดีที่สุด สิ่งเดียวที่ฉันหวังคือ ซีรีส์จะได้ไปต่อหลายซีซั่น และสามารถจบลงได้อย่างสมบูรณ์ตามที่มันควรจะเป็น และตอนนี้เราก็ทำได้ครบทุกอย่าง และมากกว่านั้นอีก ซึ่งมันเหนือจริงมาก
มีความเป็นไปได้ไหมว่าในอีกโลกหนึ่ง Starlight อาจกลายเป็น Homelander คนต่อไป?
ตัวละคร Annie ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นมุมมองของคนที่ไม่ได้ถูกคอร์รัปชัน และเป็นตัวแทนของความหวังและความไร้เดียงสา
ฉันไม่คิดว่าเธอจะกลายเป็น Homelander ได้เลย ถ้าเป็นอีกโลกหนึ่ง เธอต้องเป็นคนที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่แรก Eric และฉันเห็นตรงกันว่า Annie เลือกความเป็น “มนุษย์” ก่อน และ “ซูเปอร์ฮีโร่” ทีหลัง ดังนั้นความเป็นมนุษย์ของเธอจึงต้องเป็นหัวใจสำคัญ และเธอจะพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
มีช่วงเวลาไหนที่คุณรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จจริงๆ?
สำหรับฉัน ฉันทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วซีรีส์ก็ออกฉาย และในแต่ละซีซั่น โชว์รันเนอร์จะส่งอีเมลมาบอกผลตอบรับ
แต่สิ่งที่จับต้องได้จริงๆ คือแฟนๆ และคนที่ตอบรับซีรีส์ พวกเขาคือแรงผลักดันให้เราทำให้มันออกมาดี เมื่อซีรีส์ประสบความสำเร็จมากขึ้นในแต่ละซีซั่น มีคนเข้ามาทักเรามากขึ้น ทั้งในชีวิตประจำวันหรือในงานต่างๆ พลังของแฟนๆ สัมผัสได้จริง พวกเขามีแพสชั่นมาก การได้มีปฏิสัมพันธ์กับแฟนๆ โดยตรงในช่วงเวลาเหล่านั้น ทำให้ทุกอย่างมัน “จริง” ขึ้นมา
ซีรีส์เรื่องนี้ดูเหมือนจะมีความ “ทำนายอนาคต” อยู่ในตัว คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้?
ในซีซั่นที่ผ่านมา มันให้ความรู้สึกแปลกมาก เหมือนโชว์รันเนอร์ของเรามีลูกแก้ววิเศษ ซีรีส์สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลก ซึ่งมันเป็นเพียงความบังเอิญ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่ามี “กระแสความคิดร่วม” ในสังคมที่นักเขียนหยิบมาใช้ และซีรีส์ก็พยายามจะตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น ซีซั่นห้าก็จะมีสถานการณ์ที่คล้ายกับโลกจริงอย่างน่าขนลุกอีก ซึ่งมันน่าทึ่งมาก
คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้จะถูกจดจำในฐานะอะไรในอนาคต? และในอีกสิบปีข้างหน้า ผู้ชมจะมองซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
การนำแนวซูเปอร์ฮีโร่มาใช้เป็นเครื่องมือในการเล่าประเด็นสังคมและการเสียดสี ฉันหวังว่าจะมีซีรีส์และภาพยนตร์มากขึ้นที่ทำแบบนี้ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชมต้องการสิ่งแบบนี้จริงๆ
JESSIE T. USHER – A-TRAIN / REGGIE

ช่วงท้ายของซีซั่นสี่ เกิดอะไรขึ้นกับ A-Train บ้าง?
ในช่วงท้ายของซีซั่นสี่ A-Train ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะหันหลังให้กับ Homelander เขาเลือกที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรอันโหดร้ายนี้อีกต่อไป ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาเขาอยู่ในระบบนั้นมาตลอดตั้งแต่ได้เป็นสมาชิกของ The Seven และเขารู้ดีว่านี่คือสถานการณ์ที่เดิมพันด้วยชีวิต เขาตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง จากนั้นใน Gen V ซีซั่นสอง เราจะได้รู้ว่าเขาไปทำอะไรมา และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
ตอนเริ่มต้น คุณมีความคาดหวังกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
ผมไม่คิดว่าผมเคยเข้าร่วมโปรเจกต์ไหนโดยคาดหวังว่ามันจะต้องดี หรือคนจะต้องชอบ กระบวนการของผมเหมือนเดิมเสมอ คือทำให้ดีที่สุด หวังว่าผมจะสามารถถ่ายทอดสิ่งที่นักเขียนต้องการสื่อออกมา และส่งต่อไปถึงผู้ชมได้ แต่เราไม่สามารถคาดหวังได้ว่าผลงานจะออกมาเป็นอย่างไรหลังจากเผยแพร่ไปแล้ว ดังนั้นเมื่อซีรีส์เริ่มได้รับความนิยมไปทั่วโลก มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถวางแผนหรือคาดเดาได้เลย ซีรีส์เข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก ผู้คนรักมัน และมันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน
มีฉากไหนที่คุณมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นพิเศษไหม?
ตัวละคร Ashley ของ Colby Minifie มีหลายโมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกว่า “นี่เราจะไปถึงจุดนี้จริง ๆ เหรอ?” เพราะภายนอก Ashley ดูเป็นคนองค์กรที่สุภาพ ถูกต้องตามหลัก และดูเรียบร้อย ซึ่งเป็นภาพที่ผู้ใหญ่หลายคนต้องเป็น แต่เบื้องหลัง เธอกลับสะท้อนด้านที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็น ผมชอบที่เธอเป็นเหมือนตัวแทนในการเปิดเผยธรรมชาติของมนุษย์ในหลายๆ มิติ
การได้ทำงานกับนักแสดงและทีมงานเป็นอย่างไรบ้าง?
มันเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากที่ซีรีส์จะเดินทางมาถึงซีซั่นห้า ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้าย และสามารถปิดเรื่องได้ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
และยิ่งหายากไปอีกที่เราจะได้ทำสิ่งนั้นร่วมกับคนกลุ่มเดิมที่เริ่มต้นมาด้วยกัน นั่นคือสิ่งที่ทำให้มันมีความหมายมาก เราทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน มีความฝันเดียวกัน และต่างก็พึ่งพากันในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อมาถึงจุดนี้ และตอนนี้เราก็ได้เข้าเส้นชัยไปด้วยกัน พวกเราเต็มไปด้วยความทรงจำ ประสบการณ์ ช่วงเวลาที่มีความสุข น้ำตา และคำสบถมากมาย ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกช่วงเวลานั้น
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์?
มนุษย์ชอบจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง นั่นคือเหตุผลที่เรารักซูเปอร์ฮีโร่ องค์ประกอบความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในเรื่องทำให้ผู้ชมได้หลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซี แต่ถ้าตัดส่วนนั้นออกไป เราจะเห็นว่านี่คือเรื่องราวที่สะท้อนตัวเราเอง มันถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเพราะอยู่ในโลกของซูเปอร์ฮีโร่ แต่เราก็ยังเห็นตัวละครเผชิญกับสิ่งที่ทุกคนบนโลกเคยเจอในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง รวมถึงประเด็นทางสังคมและการเมืองที่สะท้อนสังคม เมื่อทุกองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นกระแสและความรักที่ผู้ชมมีต่อซีรีส์ เรามีมุมมองและเสียงที่ชัดเจนในเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็จะมีตัวละครใน The Boys ที่คุณสามารถเชื่อมโยงได้
LAZ ALONSO – MOTHER’S MILK

บาดแผลในใจของ MM คืออะไร อะไรคือแรงขับเคลื่อนของเขาในซีซั่นหนึ่ง และพัฒนามาอย่างไรจนถึงซีซั่นห้า?
ในซีซั่นหนึ่ง MM ถูกขับเคลื่อนด้วยการโต้กลับ และความเชื่อที่ว่า เมื่อเรารวมกัน เราจะแข็งแกร่งกว่าการแยกกันอยู่ The Boys มีทั้งหมดห้าคน ซึ่งรวมกันเหมือนกำปั้น และหน้าที่ของเขาคือการดึงทุกคนมารวมกัน เพื่อให้แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะไม่มีพลังพิเศษ เพื่อยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม MM เป็นเสียงที่คอยย้ำเตือนว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษก็สามารถทรงพลังได้ ในซีซั่นหนึ่ง เขายึดมั่นในพลังของผู้คน และการรวมตัวกันเพื่อการปลดปล่อย นั่นคือหลักยึดของเขา และเขาก็ยังคงยึดสิ่งนั้นมาตลอด สิ่งที่น่าสนใจคือในซีซั่นสี่ เราได้เห็น MM ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เขาเริ่มทำงานให้กับรัฐบาล และรายงานตรงต่อประธานาธิบดี เราไม่เห็นเขาใส่เสื้อแบบเดิมอีกแล้ว เขาอยู่ในชุดสูท ไม่มีหนวดเครา ดูเป็นระเบียบมากขึ้น ราวกับกลับไปอยู่ในกองทัพอีกครั้ง เราจึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนผ่านจากนักสู้เพื่ออิสรภาพที่ตั้งกฎของตัวเอง กลายมาเป็นคนที่ต้องรายงานต่อหัวหน้า CIA และประธานาธิบดี
การได้ทำงานกับ John Koyama ผู้ควบคุมสตันต์เป็นอย่างไรบ้าง?
John เปรียบเสมือนพรจากสวรรค์สำหรับพวกเรา ตอนที่คุณไปถึงสตูดิโอซ้อมของเขา เขาได้ออกแบบฉากต่อสู้ทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วในมุมของสตันต์ แต่เขาก็ยังเปิดพื้นที่ไว้ให้พวกเราสามารถเติมตัวตนของตัวละครลงไปได้ เขาให้ทั้งพื้นที่และการสนับสนุน ซึ่งทำให้การทำงานกับเขาเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มในเชิงสร้างสรรค์มาก
ตอนที่ได้รับการติดต่อจากโปรเจกต์นี้ คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง?
ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ทันที เพราะผมเคยเจอคนแบบนี้ และเติบโตมากับคนแบบนี้ ตอนที่ผมโตขึ้นในวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงยุค 80s และ 90s ซึ่งตอนนั้นเมืองนี้ถูกเรียกว่าเป็นเมืองที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดในสหรัฐฯ ผมเห็นทั้งคนในชุมชนและคนตามท้องถนนที่พยายามช่วยเหลือวัยรุ่นไม่ให้หลงไปในทางที่ผิด ผมรู้ทันทีว่าผมสามารถนำ “ประสบการณ์ชีวิตจริง” มาใส่ในตัวละครนี้ได้ ตอนเด็กๆ ผมมองคนแบบ MM เป็นแบบอย่าง ตอนที่ผมเดินเข้าไปในห้องออดิชัน นั่นแหละคือสิ่งที่ผมนำเข้าไป ผมเป็นคนแบบนั้นจริง ๆ
ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องความ “ซอฟต์” เลย ทำไมถึงสำคัญที่ต้องเล่าอย่างตรงไปตรงมา?
แต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อโลกเดียวกัน สำหรับเรา มันสำคัญมากที่จะต้องเล่าอย่างชัดเจนที่สุด เพราะเรากำลังสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลก เราต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา และไม่ต้องขอโทษกับสิ่งที่พูด และก็ต้องไม่ดูเหมือนว่าเราเข้าข้างสังคมใด หรือมุมมองใดเป็นพิเศษ ตัวละครแต่ละตัวมองโลกต่างกัน เหมือนกับในชีวิตจริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเชื่อมโยงได้ เพราะพวกเขาสามารถเลือกได้ว่าชอบตัวละครไหน จากมุมมองของตัวละครนั้น จนถึงทุกวันนี้ ผมยังได้รับข้อความจากคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับ OCD (ภาวะย้ำคิดย้ำทำ) ที่มาขอบคุณผม สำหรับการนำเสนอ OCD ในซีรีส์ เพราะเราไม่ได้ทำให้มันเป็นเรื่องตลก แต่เชื่อมโยงมันเข้ากับบาดแผลทางจิตใจอย่างจริงจัง
การได้ทำงานร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง?
ในซีซั่นหนึ่งและสอง มันเหมือนมีสองทีมนักแสดง เพราะฝั่ง The Boys จะถ่ายด้วยกัน และฝั่งซูปก็ถ่ายของตัวเอง เราแทบไม่ได้มีซีนร่วมกันเลย เหมือนมีสองครอบครัวในเรื่อง เรารักครอบครัวของเรา และพวกเขาก็รักของเขา จนกระทั่งซีซั่นสาม เราถึงได้กลายเป็นซีรีส์เดียวกันจริง ๆ และเป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้เส้นเรื่องของเราทุกคนเชื่อมโยงกันมากขึ้น เราได้ทำงานร่วมกันและรู้จักกันมากขึ้นจริงๆ
คุณคิดว่าซีรีส์เรื่องนี้จะถูกจดจำในฐานะอะไรในอนาคต?
ผมหวังว่าผู้คนจะจดจำซีรีส์เรื่องนี้ในฐานะซีรีส์ที่พูดความจริง กล้าที่จะชี้ให้เห็นสิ่งแย่ๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนแนวทางของประเภทซูเปอร์ฮีโร่ เราทำในสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย เราเป็นผู้ “พลิกเกม” เราทำให้ทั้งแนวนี้ต้องถูกตั้งคำถามและยกระดับมาตรฐานขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำไว้ และนั่นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก
CHACE CRAWFORD – THE DEEP

ตอนเริ่มต้น คุณคาดหวังกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
ผมรู้สึกว่าถ้าเราเข้าถึงผู้ชมกลุ่มที่ใช่ พวกเขาจะต้องชอบแน่นอน แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ผมคิดว่าถ้ามันประสบความสำเร็จ ก็น่าจะเป็นแค่กลุ่มเฉพาะ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลคือจุดอ่อนของ The Deep คุณสร้างมิตินี้ของตัวละครอย่างไร?
ตั้งแต่การออดิชันครั้งแรก เราพูดถึงว่า The Deep ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ ในอดีตเขาถูกล้อเรื่องเหงือก ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจ และสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นคือการลงไปในทะเลและคุยกับสัตว์ทะเล อย่างเช่นกุ้งล็อบสเตอร์ที่ท่าเรือ
จุดอ่อนของเขากลายเป็นจุดแข็ง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวละครผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้คือ Ambrosius เธอสื่อสารกับเขาได้ทั้งในเชิงตรงและเชิงนัยยะ จึงกลายเป็นคนรักของเขา ผมชอบรายละเอียดเล็กๆ อย่างฉากที่ผมอ่านบทกวีให้เธอฟังบนเตียง มันทั้งเปียกและแปลกมาก ผมไม่มีวันลืมวันนั้นเลย หลังจากไปทำงานอื่น ผมยังคิดเลยว่า “ว้าว มันแปลกจริงๆ นะ” ผมคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว ตอนนั้นผมกังวลเรื่องปฏิกิริยาของคนดู เพราะผมยังเป็นนักแสดงที่ไม่มั่นใจ แต่จริงๆ แล้วคนดูต้องการความแปลกใหม่ และชอบสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ทุกวันนี้ยังมีคนเอาปลาหมึกมาพันตัวแล้วมาหาผมใน Comic-Con ซึ่งมันสนุกมากสำหรับผม The Deep เป็นตัวละครที่โดดเด่นและเป็นที่รักของผู้ชมจริงๆ
ซีรีส์เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องฉากสุดช็อก มีฉากไหนที่คุณจำได้เป็นพิเศษไหม?
ฉากที่คนตัวเล็กวิ่งเข้าไปในท่อปัสสาวะของใครบางคน อันนั้นสุดจริง พวกเขาสร้างพร็อพทั้งหมดขึ้นมา แล้วเขาก็เดินเข้าไปในนั้น ตอนนั้นผมคิดเลยว่า เรื่อง Ambrosius ของผมนี่กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับฉากนั้น
ตัวละคร The Deep มีพัฒนาการไปในด้านมืดมากขึ้น โดยเฉพาะในซีซั่นล่าสุด คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?
เราจำเป็นต้องเห็นเขาถึงจุดที่ “แตก” จริงๆ เพราะแรงกดดันจาก Homelander เขาอาจดูเป็นคนดีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เอาใจ Homelander และคอยเห็นด้วยตลอด แต่ลึกๆ แล้ว เขาเต็มไปด้วยความโกรธที่กดไว้ การได้ปล่อยสิ่งนั้นออกมาจึงเป็นอะไรที่สดใหม่และน่าสนใจ แม้จะมีตัวละครใหม่ใน The Seven แต่ The Deep ก็ยังคงภักดี เขาอยู่ตรงนั้นเสมอ พร้อมจะทำตามคำสั่งของ Homelander
การเล่นคอเมดี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณมีวิธีอย่างไร?
หนึ่งในคำชมที่ดีที่สุดที่ผมเคยได้รับคือจาก Eric ที่บอกตั้งแต่ช่วงแรกว่าผมมีจังหวะคอมเมดี้ที่สอนไม่ได้ ผมไม่เคยได้ยินแบบนั้นมาก่อน และก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเล่นคอเมดี้ สิ่งที่สนุกสำหรับผมคือการ “ทำให้มันได้” ได้ยินเสียงหัวเราะจากหลังกล้อง หรือจากทีมงาน มันเป็นความรู้สึกที่คุ้มค่ามาก
สำหรับซีรีส์ที่ต้องการทำในสิ่งแบบนี้ อะไรคือสิ่งสำคัญ?
มีบางซีรีส์ที่เสี่ยงจะจริงจังกับตัวเองมากเกินไป การทำเสียดสีให้ดีเป็นเรื่องยาก มันเหมือนมื้ออาหารที่สมดุล ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ทำให้ซีรีส์ออกมาลงตัว การปิดเรื่องให้ดีเป็นเรื่องยาก แต่ Eric และทีมนักเขียนทำได้ยอดเยี่ยม ผมคิดว่าทุกคนจะรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจกับตอนจบ
TOMER CAPONE – FRENCHIE

คุณพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง Frenchie และ Kimiko ร่วมกับ Karen Fukuhara อย่างไรบ้าง?
การเคลื่อนไหวของสายตาในขณะใช้ภาษามือเป็นสิ่งสำคัญมาก มันเป็นกระบวนการที่เราพยายามทำความเข้าใจว่าจะยังคงสบตากันและรักษาความใกล้ชิดเอาไว้ได้อย่างไร ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกอินทุกครั้งที่มีคนพูดถึงฉากเหล่านั้น และความสัมพันธ์ที่ทั้งเข้มแข็งและงดงามระหว่าง Kimiko กับ Frenchie หนึ่งในไอเดียของผมคืออยากให้ Frenchie ใช้ภาษามือให้มากที่สุด Eric เลยนำบทพูดบางส่วนที่ Frenchie ต้องพูดออกมา เปลี่ยนให้เป็นภาษามือแทน สิ่งนี้ทำให้ผมกับ Karen สนิทกันมากขึ้น และยังสร้างโลกส่วนตัวที่ใกล้ชิดของ Kimiko และ Frenchie ขึ้นมา
ประเด็นเรื่องความรู้สึกผิดและความละอาย มีความสำคัญต่อการสร้างตัวละคร Frenchie อย่างไร?
Frenchie เป็นตัวละครที่มีข้อบกพร่องมาก และพยายามจะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดหลังจากได้พบกับ Kimiko
ก่อนหน้านั้นเขาเป็นคนค้าอาวุธที่ต้องการกำจัดซูปทั้งหมด ถ้า Kimiko ไม่ได้ช่วยไถ่บาปให้เขา และมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดให้เขา ซึ่งก็คือการสะท้อนตัวตนของเขาเอง เขาอาจจะกลายเป็นคนที่เสียสติยิ่งกว่า Butcher ไปแล้วก็ได้
มีอะไรในช่วงห้าซีซั่นที่คุณรู้สึกว่า “ว้าว” บ้างไหม?
มีหลายสถานการณ์ที่แปลกมากระหว่างการถ่ายทำ มีทั้งฉากใหญ่และฉากสุดโต่งมากมาย แต่สิ่งที่แปลกที่สุดสำหรับผมคือการถ่ายฉากมิวสิคัล วันก่อนหน้านั้น ผมกับ Karen ยังเต็มไปด้วยเลือด ตัวเปียกโชก เหมือนแทบทุกวันใน The Boys แล้วจู่ๆ เราก็มาอยู่กับนักเต้นมืออาชีพ 30 คน เต้นกันอย่างสดใสและสะอาดสะอ้าน
ตอนนั้นคุณคิดไหมว่าซีรีส์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก?
ผมอยากให้นักแสดงทุกคนมีโอกาสได้ทำงานกับโชว์รันเนอร์แบบ Eric Kripke สักครั้งในชีวิต เพื่อจะได้เข้าใจ “เวทมนตร์” ที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง ทีมที่เขาสร้างขึ้น ทั้งทีมงานและนักแสดง ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมและครอบครัว ตอนที่เราถ่ายทำซีซั่นหนึ่งและสอง เราไม่ปล่อยให้สิ่งภายนอกมารบกวนสิ่งที่เราสร้างร่วมกันในฐานะครอบครัว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ออกมาประสบความสำเร็จ ผมไม่เคยคิดเลยแม้แต่นิดเดียวว่ามันจะกลายเป็นปรากฏการณ์ขนาดนี้
อะไรคือความพิเศษที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่าง และเป็นสิ่งที่แฟนๆ ชื่นชอบ?
เวลาที่ได้เจอแฟนๆ และฟังความคิดเห็นของพวกเขา พวกเขาบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ตอบโจทย์หลายอย่างมาก เรามีทั้งดราม่า ฉากแอ็กชั่นเข้มข้น และความโหดแบบสยอง องค์ประกอบหลายอย่างของซีรีส์กำลังพลิกโฉมวงการซีรีส์ และนำเสนอสิ่งใหม่ที่สดมาก โดยไม่กลัวหรือลังเลเลยที่จะนำเสนอให้ผู้ชมได้เห็น
KAREN FUKUHARA – KIMIKO MIYASHIRO

การออดิชันสำหรับตัวละครที่ไม่ใช้คำพูดเป็นอย่างไรบ้าง?
มีการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายค่อนข้างมาก และทุกอย่างจะอยู่ที่การแสดงออกทางสีหน้า โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านสายตา ฉันไปค้นหาตัวละครจากเวอร์ชั่นคอมิก และได้เห็นลักษณะท่าทางจากภาพวาด ซึ่งช่วยได้มาก
แม้ชื่อเรื่องจะเป็น The Boys แต่ก็มีตัวละครผู้หญิงที่แข็งแกร่งมาก คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?
ความแข็งแกร่งจำนวนมากในเรื่องมาจากตัวละครผู้หญิง เราเห็น Victoria Neuman ต้องเผชิญกับสิ่งที่ต้องแลกเพื่อเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นแม่ Annie พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ แม้โลกจะพยายามดึงเธอไปอีกทาง เธอก็ไม่ยอมถอย Kimiko แม้จะมีอดีตที่มืดมน ก็ยังคงพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ เธอมีความรุนแรงในตัว แต่ก็น่าชื่นชมที่แม้จะผ่านอะไรมามากมาย เธอก็ยังคงรักษาความหวังเอาไว้ ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอตัวละครที่มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ตัวละครที่ดีสามารถทำสิ่งไม่ดีได้ และตัวละครที่ไม่ดีบางครั้งก็ทำสิ่งที่ดี สิ่งนี้ทำให้ซีรีส์น่าสนใจ และสะท้อนโลกความเป็นจริง บางครั้งเราอาจไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือการพยายาม
ซีรีส์เรื่องนี้จัดอยู่ในแนวไหน?
ตอบได้ยาก เพราะมันเป็นการผสมผสานระหว่างการเสียดสีการเมือง ดราม่า และคอเมดี้ เหตุผลที่เราสามารถเล่าเรื่องไปได้ไกลขนาดนี้ เป็นเพราะมีองค์ประกอบของคอเมดี้เข้ามาช่วย ทำให้มีช่วงผ่อนคลายอยู่ตลอด เราเล่าถึงโลกที่ถูกขับเคลื่อนโดยนักการเมืองที่มีอำนาจ แต่ก็มีมุกตลกที่ไม่เหมาะสมเข้ามาถ่วงดุล ถ้ามีแค่ด้านใดด้านหนึ่ง ผู้ชมอาจรู้สึกเหนื่อยเกินไป เพราะโลกจริงก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์หนักหนาอยู่แล้ว เราจึงต้องมีช่วงที่ผู้ชมสามารถผ่อนคลายและหายใจได้บ้าง
การที่ Kimiko ไม่ใช้คำพูด ทำให้ฉากแอ็กชั่นมีความสำคัญมากขึ้นไหม?
แน่นอน มีสไตล์เฉพาะตัวในวิธีที่ Kimiko ยืน และเตรียมตัวก่อนต่อสู้ ตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่นหนึ่ง Eric กับฉันคุยกันว่าอยากให้การเคลื่อนไหวของเธอมีลักษณะคล้ายหมาป่า เพื่อถ่ายทอดตัวละครจากคอมิกและคงแก่นของเธอเอาไว้ในซีรีส์ การฝึกต่อสู้ช่วยได้มาก เพราะทำให้ฉันมีเวลามากขึ้นในการอยู่กับตัวละคร
มีประสบการณ์กับแฟนๆ ที่น่าจดจำบ้างไหม?
หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น มีผู้ชายคนหนึ่งที่มีปัญหาทางการได้ยิน เขาใช้ภาษามือบอกให้ฉันรอสักครู่ ไม่กี่นาทีต่อมา เขาพาเพื่อนๆ ที่มีปัญหาทางการได้ยินเหมือนกันมา และพวกเขาก็บอกฉันว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้เห็นตัวแทนของตัวเองบนหน้าจอ ฉันตั้งใจอย่างมากที่จะถ่ายทอดตัวละครนี้ให้สมจริงและให้เกียรติชุมชนของพวกเขา การที่พวกเขาเข้ามาแสดงความขอบคุณแบบนั้น เป็นเหมือนการยืนยันว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งมันมีความหมายมาก นอกจากนี้ยังมีคุณแม่หลายคนที่เข้ามาขอบคุณ ที่แสดงให้เห็นว่าตัวละครผู้หญิงเอเชียสามารถทั้งเปราะบาง แข็งแกร่ง และเป็นแบบอย่างได้ นี่คือประสบการณ์ที่ฉันเก็บไว้ในใจเสมอ
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่าง?
ต้องเป็นเรื่องของการสะท้อนสังคม มันสนุกที่ได้เห็น Homelander ทำในสิ่งที่เขาทำ บางครั้งก็รู้สึกว่า “แบบนี้ออกทีวีได้จริงเหรอ?” หลังจากซีซั่นแรก ฉันยังสงสัยเลยว่าจะต้องตัดอะไรออกไปบ้าง แต่หลายอย่างก็ยังคงอยู่ เราไม่หลีกเลี่ยงประเด็นที่เกิดขึ้นในโลกจริงหรือเหตุการณ์ปัจจุบัน โลกพร้อมแล้วสำหรับเวอร์ชันซูเปอร์ฮีโร่ที่ ไม่ผ่านการเจือจางแบบนี้
ERIC KRIPKE – SHOWRUNNER

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่าน่าสนใจตั้งแต่แรกเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้?
ตอนที่ผมเริ่มเขียน The Boys สิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจที่สุดคือการนำซูเปอร์ฮีโร่มาอยู่ในโลกความเป็นจริง เพราะมันเป็นความคิดที่แย่มากที่จะให้มนุษย์ธรรมดามีพลังในระดับนั้น ผมอยากสร้างซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความสมจริงที่สุด เมื่อเราพัฒนาเรื่องไปมากขึ้น เราเริ่มเห็นว่าซูเปอร์ฮีโร่คือจุดตัดระหว่าง “คนดัง” และ “อำนาจนิยม” พวกเขามีชื่อเสียง ยิ้มแย้ม เป็นที่รักของผู้คน มีภาพลักษณ์ที่ดีในที่สาธารณะ แต่เบื้องหลังกลับมีความเป็นเผด็จการ และสิ่งแบบนั้นก็เกิดขึ้นในโลกจริงในช่วงเวลาเดียวกันพอดี มันเหมือนเราบังเอิญไปเจอว่ากำลังเล่าอุปมาที่ตรงกับยุคสมัยนั้นอย่างสมบูรณ์ ในชีวิตการทำงาน คุณรอช่วงเวลาที่งานของคุณสอดคล้องกับกระแสสังคมแบบนี้ พอเราเห็นจุดนั้น เราก็เดินหน้าต่อในทิศทางนั้นอย่างเต็มที่
คอมิกต้นฉบับออกในปี 2006 และคุณเริ่มทำซีรีส์ในปี 2018 ช่วงพัฒนามีความเป็นมาอย่างไร?
การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของ The Boys มาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เล่มแรกของ Garth ก็พูดถึงวอชิงตัน ดี.ซี. นักการเมือง และทุกคนก็เลวร้ายหมด สิบปีต่อมาเมื่อเราได้สิทธิ์มาทำต่อ ด้วยการเติบโตของโซเชียลมีเดีย มีม คลิป และภาพต่าง ๆ ทำให้มันถูกขยายพลังขึ้นอย่างมาก ผมคิดว่า The Boys ยิ่งมีความเกี่ยวข้องกับยุคปัจจุบันมากขึ้น การสร้างภาพลักษณ์สาธารณะที่ดูดี แต่จริงๆ แล้วไม่จริงใจ ไม่เคยแพร่หลายเท่าทุกวันนี้มาก่อน
ในช่วงเริ่มต้นซีซั่นหนึ่ง คุณคาดหวังกับซีรีส์เรื่องนี้อย่างไร?
ความทรงจำของผมคือทุกคนค่อนข้างกังวลมาก ยกเว้นผม ผมก็มีความกังวลในแบบของผม แต่แปลกที่ผมมั่นใจว่ามันจะเวิร์ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับผม เพราะมันตรงกับอารมณ์ขันและสิ่งที่ผมชอบ ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่ในพื้นที่สร้างสรรค์แบบนี้ คนอื่นๆ อาจจะยังลังเล แต่ผมค่อนข้างชัดเจนกับโทนของเรื่อง ตรงไปตรงมา มีอารมณ์ขันแบบเจ็บแสบ และมีหัวใจ มีคำถามมากมายว่า มันจะเกินไปไหม รุนแรงไปไหม โป๊เกินไปไหม คุณต้องรับมือกับแรงกดดันจากผู้บริหารอยู่ตลอด แต่เมื่อซีรีส์ออกฉายและประสบความสำเร็จ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นมาก ฉากการตายของ Robin ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง Hughie เป็นหนึ่งในฉากที่ใกล้เคียงกับคอมิกมากที่สุด ผมคุยกับ Garth และ Darick ก่อนเริ่มเขียน ว่ามีอะไรสำคัญสำหรับพวกเขา Garth บอกว่า “ทำ Butcher ให้ถูก” Darick บอกว่า “ฉากการตายของ Robin ต้องมี” เพราะมันทรงพลังมาก และผมก็รู้ตั้งแต่แรกว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่อง
คุณเริ่มรู้สึกเมื่อไหร่ว่าซีรีส์กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก?
ผมไม่รู้จริง ๆ จนกระทั่งเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน Comic-Con และในโลกออนไลน์ แต่โลกออนไลน์ก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของผู้ชมทั้งหมด อีกอย่างคือเวลาที่ผมเจอคน แล้วบอกว่า “ผมเป็นโชว์รันเนอร์ของ The Boys” แล้วพวกเขาตอบว่า “The Boys เหรอ โอ้โห ตอน Robin ฉากนั้น…” ผมเลยบอกภรรยาว่า นี่น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในปีแรก เราก็ยังพยายามประเมินสถานการณ์เหมือนคนอื่นๆ
คุณมองว่าทุกตัวละครเป็นฮีโร่ในเรื่องของตัวเองหรือไม่?
ตัวร้ายหรือซูเปอร์ฮีโร่ในเรื่องนี้มีความเป็นมนุษย์และซับซ้อนไม่ต่างจาก The Boys ผมไม่สนใจการเขียนตัวร้ายที่เลวบริสุทธิ์ ผมสนใจ “ความธรรมดาของความชั่ว” และสิ่งที่ทำให้คนทำเรื่องเลวร้าย หลักสำคัญในห้องเขียนบทคือ ทุกคนคือฮีโร่ในเรื่องของตัวเอง Homelander เชื่อว่าเขากำลังช่วยโลก Butcher ก็คิดแบบนั้น Hughie ก็เช่นกัน แม้แต่ The Deep ก็คิดในแบบของเขา ตัวละครแต่ละตัวถูกขับเคลื่อนจากอดีตและตัวตนของพวกเขา Homelander เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เขาเกลียดความอ่อนแอของมนุษย์ แต่ก็หนีไม่พ้นความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ความต้องการความรัก การยอมรับ และอัตตา ทำให้เขาเสียสติและโหดร้ายมากขึ้น ในทางกลับกัน คนที่ยอมรับความเปราะบาง ยอมรับความผิดพลาด และกล้าพูดความรู้สึก คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด สิ่งที่ผมชอบมากในงานนี้คือการได้เป็นเหมือนนักจิตวิทยาสมัครเล่น ผมชอบมองตัวละครที่เลวที่สุดแล้วถามว่า อะไรทำให้พวกเขาเป็นแบบนั้น มันทำให้ตัวละครมีความซับซ้อน ผมไม่จำเป็นต้องให้คุณเห็นใจพวกเขา แต่ผมอยากให้คุณเข้าใจพวกเขา
คุณรู้สึกอย่างไรกับความย้อนแย้งของการเขียนเรื่องที่พูดถึงสื่อและองค์กรขนาดใหญ่?
ผมชอบเขียนเรื่องเกี่ยวกับสื่อมาก ผมชอบที่ได้แซะฮอลลีวูด วิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ การตลาด และการเล่าเรื่องในซีรีส์ ล้วนมีความสมจริงมาก ผมก็รู้ดีถึงความย้อนแย้งที่ซีรีส์ต่อต้านองค์กร แต่กลับอยู่ภายใต้บริษัทขนาดใหญ่ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นอกจากบอกว่าพวกเขาเปิดโอกาสให้ผมทำ พวกเขาไม่ได้เซ็นเซอร์ผม บางทีผมอาจเป็นเหมือนตัวตลกในราชสำนัก แต่ตัวตลกก็เป็นคนที่พูดความจริงได้เช่นกัน
คุณปรับสมดุลโทนเรื่องและจังหวะคอเมดี้อย่างไรเมื่อเนื้อหามีความมืดมาก?
ห้องเขียนบทของเราค่อนข้างบ้าคลั่ง มีไอเดียแปลกๆ ตลอดเวลา เราทดลองผิดลองถูก ว่าอะไรเวิร์ก อะไรเกินไป หรือยังไม่พ มันเหมือนการทดลองมุกตลกแบบสแตนด์อัป กระบวนการนี้ต่อเนื่องไปจนถึงขั้นตอนตัดต่อ เราดู ปรับ และลองใหม่อยู่ตลอด
คุณอธิบายทีมนักแสดงอย่างไร?
นี่คือทีมนักแสดงที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำงานด้วย ผมเคยทำงานกับนักแสดงเก่งๆ มาก่อน แต่ไม่เคยมี 13 คนที่เก่งขนาดนี้พร้อมกัน พวกเขาทุ่มเทกับซีรีส์มาก ไม่ได้แยกตัวไปอยู่คนเดียวระหว่างถ่าย แต่จะนั่งเล่นเกมด้วยกัน พวกเขารักและดูแลกันจริงๆ และใส่ใจในตัวละคร
-
Karl Urban / Butcher
ผมจำการเจอเขาครั้งแรกได้ เขามีเสน่ห์แบบรุนแรงมาก เขาทำให้ Butcher ทั้งโหดร้ายและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
-
Antony Starr / Homelander
แม้จะออดิชันด้วยวิดีโอคุณภาพแย่มาก แต่ผมเห็นบางอย่างในตัวเขา เขาเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ดีที่สุดในทีวี
-
Jack Quaid / Hughie
เขาเป็นตัวเลือกแรกของผม และเหมาะกับบทนี้อย่างสมบูรณ์แบบ สามารถทำให้ตัวละครดูทั้งแปลกและน่าเชื่อถือ
-
Erin Moriarty / Starlight
เธอสามารถถ่ายทอดทั้งความดี ความฉลาด และความเข้มแข็งได้ในเวลาเดียวกัน
-
Jessie T. Usher / A-Train
เขามีทั้งความมั่นใจและความละเอียดอ่อน สามารถทำให้คนดูทั้งรักและสะเทือนใจได้
-
Laz Alonso / MM
เขาเป็นเหมือนตัวละคร MM จริงๆ เป็นคนที่อบอุ่นและเป็นศูนย์กลางของทีม
-
Chace Crawford / The Deep
เขาเป็นนักแสดงคอเมดี้ที่ยอดเยี่ยม สามารถเล่นตัวละครที่ดูโง่ได้อย่างมีมิติ
-
Tomer Capone / Frenchie
เป็นการแคสต์ที่ยากมาก แต่เขาสามารถถ่ายทอดทั้งความแปลก ความตลก และความเจ็บปวดได้อย่างลงตัว
-
Karen Fukuhara / Kimiko
เธอสามารถสื่อสารทุกอย่างได้โดยไม่ต้องพูด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก และเธอทำได้อย่างน่าทึ่ง
