Home
|
อาชญากรรม

คปท. ยื่น กกต.ท้วงติงการลงประชามติแก้รธน. เข้าข่ายชี้นำ

Featured Image

 

 

คปท. ยื่น กกต. ท้วงติงการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ชี้เข้าข่ายชี้นำ หวั่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

วันนี้ (3 ก.พ. 69) ที่ สำนักงาน กกต. นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในฐานะตัวแทนคณะรวมพลังแผ่นดิน เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อท้วงติงและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

นายพิชิต เปิดเผยว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้เกิดจากการหารือและประชุมร่วมกันของคณะรวมพลังแผ่นดิน โดยเห็นพ้องให้ คปท. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการยื่นท้วงติงต่อ กกต. ไว้ก่อนเนื่องจากมีข้อสงสัยต่อแนวทางการจัดทำประชามติ ซึ่งมองว่ามีลักษณะเป็นการชี้นำประชาชนไปในทิศทางเดียว คล้ายกับการบังคับหรือขืนใจให้ประชาชนเห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่

 

 

นายพิชิตระบุว่า คณะรวมพลังแผ่นดินเห็นว่ารัฐธรรมนูญบางส่วนสามารถแก้ไขได้ แต่บางส่วนควรดำเนินการแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่การประชาสัมพันธ์ในลักษณะ “ตีเช็คเปล่า” เท่ากับเป็นการชี้นำของ กกต. ให้ประชาชนเห็นชอบการแก้ไขทั้งฉบับ และทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญมีความผิดทั้งฉบับ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ผ่านการทำประชามติมาแล้วเช่นกันการชี้นำลักษณะนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความไม่เข้าใจ เราในฐานะ คปท. และคณะรวมพลังแผ่นดินจึงขอมายื่นท้วงติงไว้ก่อน เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการทักท้วงอย่างเป็นทางการ

 

นายพิชิตยังระบุด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของคณะรวมพลังแผ่นดินได้รวบรวมข้อเท็จจริงและตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็นรวมถึงกรณีองค์กรเอกชนอย่างไอลอว์ (iLaw) ที่มีการแสดงความเห็นหรือสื่อสารในลักษณะชี้นำว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากหลักการทำประชามติต้องไม่มีการชี้นำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง

 

 

นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยต่อประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะในประเด็นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและความผิดด้านจริยธรรม หากมีการประกาศจัดทำประชามติโดยไม่มีเนื้อหาการแก้ไขที่ชัดเจน แต่กลับชี้นำให้เห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญโดยพฤตินัย

 

นายพิชิตยังตั้งข้อสังเกตถึงผลในอนาคตว่า หากการทำประชามติผ่านไป จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดใดบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษกรรมว่าจะเป็นการนิรโทษให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรได้รับคำชี้แจงอย่างละเอียดจาก กกต. รวมถึงควรมีการอธิบายความเข้าใจเบื้องต้นต่อประชาชนอย่างชัดเจน

 

 

ดังนั้น การมายื่นหนังสือในวันนี้จึงเป็นการยื่นทักท้วงในนามคณะรวมพลังแผ่นดิน เพื่อเป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการ ส่วนแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปนั้น จะมีการประชุมใหญ่และแถลงทิศทางอย่างชัดเจนในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้

 

ขณะเดียวกัน นายพิชิตยังกล่าวถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา ว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของ กกต. อย่างชัดเจน และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เนื่องจากพบปัญหาความไม่พร้อมและความไม่โปร่งใสหลายประการ รวมถึงกรณีที่ กกต. ไม่สามารถอธิบายข้อสงสัยในแต่ละประเด็นได้ ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง

 

 

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รวมถึงการทำประชามติ ว่า จะสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสเพียงใด

 

 

อีกหนึ่งประเด็นที่คณะรวมพลังแผ่นดินตั้งข้อสังเกต คือการแยกวันดำเนินการระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องแยกออกจากกัน ทั้งที่ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่สะดวกมาเลือกตั้งในวันดังกล่าว แต่กลับต้องเดินทางมาลงประชามติในวันที่ 8 อีกครั้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายไม่ชอบหรือชอบด้วยกฎหมายอย่างไรและเหตุใดจึงต้องแยกกระบวนการออกจากกัน

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube