Home
|
ไลฟ์สไตล์

รู้จัก ภาวะมดลูกแตก ภาวะฉุกเฉินที่คุณแม่ควรรู้

Featured Image

มดลูกแตก ภาวะที่อันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

           ถ้าพูดถึง “ภาวะมดลูกแตก” เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน และสงสัยว่าคืออะไร เนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะที่ไม่ได้พบบ่อย แต่ถ้าหากพบจะมีความรุนแรง และอันตรายสูงมาก

ดังนั้น ในบทความนี้จึงอยากจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะมดลูกแตก ว่าคืออะไร เกิดจากอะไร ใครที่มีความเสี่ยงบ้าง รวมถึงป้องกัน และรักษาได้อย่างไร เพื่อให้รู้เท่าทันต่อภาวะมดลูกแตก และสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม

มดลูกแตก คืออะไร

          มดลูกแตก (Uterine Rupture) คือภาวะที่ผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ส่งผลให้โครงสร้างของมดลูกไม่สมบูรณ์​ ทำให้ทารก เลือด หรือรก มีโอกาสหลุดออกนอกโพรงมดลูก เป็นภาวะฉุกเฉิน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างเร่งด่วน อาจก่อให้เกิดการเสียเลือดรุนแรง เสี่ยงทั้งต่อแม่และเด็กในครรภ์เป็นอย่างมาก 

 

มดลูกแตกเกิดจากอะไร

           มดลูกแตก เกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก: การใช้ยากระตุ้นการคลอด ถ้าหากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม มากเกินไป หรือน้อยเกินไป อาจส่งผลให้มดลูกบีบตัวแรง จนผนังมดลูกรับแรงกระแทกมากเกินไป ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้ 
  • มดลูกขยายตัว: มดลูกที่ขยายตัวผิดปกติ จากการตั้งครรภ์แฝด หรือทารกที่ตัวใหญ่ อาจทำให้ผนังมดลูกตึง หรือฉีกขาดได้
  • ความผิดปกติของมดลูกที่มีอยู่เดิม: ในบางกรณี ผู้หญิงบางคนอาจมีความผิดปกติของมดลูกอยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัว เช่น มดลูกมีขนาดเล็ก หรือรูปร่างผิดปกติ เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ มดลูกจึงไม่สามารถขยายตัวได้ตามปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉีกขาด
  • มดลูกได้รับแรงกระแทกรุนแรง: กรณีที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อมดลูก จนทำให้เสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้
  • การคลอดติดขัด: กรณีที่การคลอดติดขัด หรือใช้เวลาคลอดนานกว่าปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้

 

ใครที่มีความเสี่ยงมดลูกแตก

          มดลูกแตก ถือเป็นภาวะที่ไม่ได้พบบ่อยนัก แต่ส่วนใหญ่จะพบใน “คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน” โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่าตัดคลอดในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน และมีแผลผ่าตัดแนวตั้งที่มดลูก, ผู้ที่คลอดทางช่องคลอดหลังจากมีประวัติผ่าตัดคลอดมาก่อน รวมถึงผู้ที่ได้รับยากระตุ้นการคลอด หรือผู้ที่ตั้งครรภ์หลายครั้งมาก

          นอกเหนือจากนี้ ก็อาจสามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยอื่น เช่น การใช้ยาเร่งคลอดปริมาณมากหรือนานเกินไป, เคยขูดมดลูก หรือผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ,เกิดอุบัติเหตุกระแทกหน้าท้องอย่างรุนแรง หรือมดลูกขยายตัวมากเกินไป จากการตั้งครรภ์แฝด หรือทารกที่ตัวใหญ่มาก เป็นต้น

 

สัญญาณเตือนมดลูกแตกที่สังเกตได้

          สำหรับอาการหรือสัญญาณเตือนภาวะมดลูกแตก จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะมีสัญญาณที่สังเกตได้ ดังนี้

  • ปวดท้องรุนแรง และปวดตลอดเวลา เหมือนกับมีอะไร “ฉีกขาด” ในช่องท้อง
  • มดลูกหดรัดตัวผิดจังหวะ หรือหยุดหดรัดตัวกะทันหัน
  • อ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น
  • เลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ
  • กรณีตั้งครรภ์อยู่ การเต้นหัวใจของทารกอาจผิดปกติ

มดลูกแตกสามารถป้องกันได้ไหม

           หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงจะตระหนักถึงความอันตรายของภาวะมดลูกแตกมากขึ้น และคงจะสงสัยว่าภาวะนี้สามารถป้องกันได้ไหม คำตอบคือ “ได้” โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และแจ้งประวัติการผ่าตัดมดลูกให้แพทย์ทราบ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องวิธีคลอด
  • หากมีอาการผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ หรือใกล้คลอด แนะนำให้เข้าพบแพทย์ทันที

มดลูกแตก รักษาอย่างไร

          มดลูกแตก ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน และควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ดังนั้น ถ้าหากมีอาการผิดปกติใด ๆ ควรเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหา และพิจารณาการรักษา กรณีที่รอยแตกไม่รุนแรง แพทย์อาจเย็บซ่อมแซม แต่ถ้าหากเลือดออกไม่หยุดหรือแผลฉกรรจ์ แพทย์อาจมีความจำเป็นต้อง “ตัดมดลูก” เพื่อรักษาชีวิตของคุณแม่ไว้

           สิ่งสำคัญในการรักษาภาวะมดลูกแตกคือ “ความเร็ว” ถ้าหากตรวจพบได้เร็วและเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างเหมาะสม ก็จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ปลอดภัยสูงขึ้น

 

มดลูกแตก ยังสามารถมีลูกได้ไหม

          หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าเผชิญกับภาวะมดลูกแตกแล้ว ยังสามารถมีลูกได้ไหม ไม่ต้องกังวลไป เพราะถ้าหากมดลูกยังไม่ถูกตัดออก คุณแม่ก็ยังสามารถมีลูกได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เว้นระยะการมีบุตรออกไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อให้แผลหายสนิท และการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป จะต้องคลอดด้วยวิธีผ่าคลอดเท่านั้น เพื่อป้องกันแผลปริแตกซ้ำ

          ภาวะมดลูกแตก เป็นอีกความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่วางแผนจะมีลูก หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ แนะนำให้ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน กรณีที่มีอาการผิดปกติใด ๆ ควรเข้าพบแพทย์ทันที

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

thairath

praram9

sanook

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube