ในขณะที่ คนไทย ยังไม่ทันหายช็อกจากผลกระทบแผ่นดินไหว ศพคนงานนับสิบใต้ซาก “ตึกเต้าหู้” 30ชั้น ของสตง. ยังไม่ทันค้นหาออกมาได้หมด และในขณะที่ สภาไทย กำลังถกเถียง จะพิจารณาญัตติด่วนดินไหว หรือ ร่างพรบ.เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิโนพ่วง ก่อนกัน
เรื่องพลันก็ต้องมาร่วม “ช็อก” พร้อมไปกับคนทั้งโลกจากฝีมือ “ผู้นำสหรัฐป่วนโลก2.0” เจ้าเก่า”อย่าง “ประธานาธิบดีทรัมป์” ที่เพิ่งแถลงข่าวช็อกโลกเมื่อคืนตอนตี3 กับการประกาศตั้งกำแพงภาษี โดยประเทศสหรัฐอเมริกา จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศราว60ประเทศ ขั้นต่ำร้อยละ 10และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ และกระตุ้นการลงทุนในประเทศ สหรัฐฯ
โดยที่ช็อกเศรษฐกิจโลกแบบทุกประเทศอ่วมไปด้วยกัน รวมถึงไทย คือการที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากการตั้งเกณฑ์ภาษีของ “ทรัมป์” ด้วย “ข้ออ้าง” ในการเก็บภาษีนำเข้า ในเรทที่สหรัฐขาดดุลกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทย ที่แทรกแซงค่าเงิน และมีอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ นั้น รวมอยู่ที่72% แต่สหรัฐฯ ขอเก็บไทยครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 36% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูง แบบสตั๊นกันทุกฝ่าย เพราะเกินไปเท่าตัว จากที่เมื่อวาน (2เม.ย.) ทั้งภาครัฐ และเอกชน หลายสมาคมการค้าไทยในไทย คาดการณ์ไว้ว่า อย่างเลวร้าย ไทยที่ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะไปล็อบบี้สหรัฐมากมาย กว่า ที่หลายประเทศพยายามวิ่งเต้น จะโดนแบบเจ็บ ๆ ที่ 16%
แน่นอนผลกระทบจากการรีดภาษี36%นี้กับไทย นอกจากถูกมองเป็นพายุเศรษฐกิจของแท้ที่ต้องรีบจัดการเพราะย่อมส่งผลกระทบเป็นโดมิโนกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส2จากนี้ จากที่สหรัฐฯเป็นประเทศที่ไทยส่งออกไปมีมูลค่า10%ของGDP ที่แม้ “นายกฯอิ๊งค์” ก่อนหน้าการออกแถลงการณ์ จะบอกว่าไทยเตรียมรับมือไว้แล้วโดยให้ไปถามปลัดพาณิชย์ ที่ “นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์” ปลัดพาณิชย์ บอกว่าการรับมือผลกระทบ รัฐบาลมีแผนไว้อยู่แล้ว โดยนโยบายเร่งด่วนจะช่วยภาคการส่งออก โดยเฉพาะ SME
ซึ่งจะมีค่าชดเชยในเบื้องต้น ส่วนระยะยาวจะต้องเร่งเจรจา FTA กับประเทศต่าง ๆ ที่กำลังมองหาตลาดใหม่โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ EU ที่ไทยอยู่ระหว่างเจรจาน่าจะเห็นผลเร็วมากขึ้น เพราะทุกประเทศก็กำลังมองตลาดการค้าใหม่ๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐเช่นกันในขณะที่ แถลงการณ์ของ “นายกอิ๊งค์” ต่อ ท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ออกมาทำนองคาดหวังว่า สหรัฐ จะพิจารณาการขึ้นภาษีดังกล่าว และ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทยที่เป็นคู่ค้า
ในขณะที่ก็ออกตัวว่าได้มีการเตรียมรับมือเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่รู้ว่า “ทรัมป์” จะมาเป็น ปธน. มีการตั้ง “คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา” ตั้งแต่ 6 ม.ค. 68 ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการติดตามและประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดและรอบด้าน มา 3 เดือนแล้ว เพื่อจัดเตรียม“ข้อเสนอเพื่อปรับดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีสาระสำคัญเพียงพอให้สหรัฐฯ มีแรงจูงใจที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจากับไทย” ที่เหมาะสม
กระนั้นหลายฝ่ายก็คาดการณ์คล้ายกันกับผลกระทบที่ไทยจะได้รับความเสียหายจากมาตรการนี้มหาศาลโดยส่วนใหญ่นอกจากจะเสนอแนวทางให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแล้ว ตั้งข้อสังเกตคล้ายกันว่าการจัดการเจรจากับสหรัฐก่อนหน้านี้ของไทยยังไม่เด่นชัดเท่ากับหลาย ๆ ประเทศอย่างที่ “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)
โพสต์ข้อความผ่านFBว่า งานแรกของรัฐบาลคือต้องไปหาก่อนเลยว่า 72% มาจากไหนTrump เล่นคิดว่าไทยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ (รวม nontariff barriers) 72% ทั้ง ๆ ที่ค่าเฉลี่ยภาษีนำเข้าแค่ประมาณ 10% แปลว่าเขาคิด value ของ nontariff barrier เยอะมาก หรือไม่ก็ focus ตรงสินค้าที่เราคิดภาษีเขาเยอะ ๆ เช่น สินค้าเกษตรทั้งหลาย หรือไม่ก็เขียนผิด” โดย ดร.พิพัฒน์ยังระบุ3ทางเลือก ของไทยคือ การจะ ‘สู้’ แบบ แคนาดา ยุโรป หรือจีน ‘หมอบ’ คือเจรจาหาทางลงที่สหรัฐฯ พอใจเช่นปรับลดภาษี ยอมเปิดตลาด ไปจนถึงนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และ ‘ทน’ ถ้าเราหาทางออกไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายค้านที่จะมีการยื่นญัตติด่วนให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในสภา โดย “ไหม-ศิริกัญญา”หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน เสนอให้ รัฐบาลรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ ทิ้งไพ่ทีละใบคิดถึงผู้เสียประโยชน์ และระวังประเด็นเรื่องสินค้าจีนทะลักรอบใหม่ และเสนอให้รัฐบาลและคณะทำงานผู้ทำหน้าที่เจรจาที่เพิ่งตั้งขึ้นว่า ต้องเรียกร้องให้มีการทบทวน โดยนำตัวเลขอื่น ๆที่สหรัฐฯ ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ดุลบริการ ที่สหรัฐฯ ได้ดุลกับไทยอยู่แล้ว.
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews