จากกรณีที่ 7 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการตำรวจจราจร ก่อเหตุทําร้ายร่างกาย นายธนานพ ลูกชายของอดีตตํารวจ บก.ปทส. จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่ารถคันที่นายธนานพ ขับมานั้นเป็นรถคันเดียวกันกับที่ขับแหกด่านจุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567
ล่าสุดวันนี้ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน หัวหน้าคณะทำงานกำกับสอบสวนคดีตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหาย พร้อมด้วยนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมประชุมความคืบหน้าทางคดี
โดย นายวัชรินทร์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า คดีนี้อัยการสูงสุดให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเป็นผู้สอบสวนในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหายกําหนดชัดเจนไม่ว่าตํารวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครองที่ทําคดีจะต้องมีอัยการเข้ามาทําหน้าที่ตรวจสอบกํากับการสอบสวน ดังนั้นอัยการสูงสุดจึงตั้งคณะทํางานของอัยการขึ้นมา
ซึ่งวันนี้เป็นการประชุมนัดแรกเกี่ยวกับความคืบหน้าทางคดี เบื้องต้นดีเอสไอได้สอบสวนฝั่งผู้เสียหายไปแล้ว 5 ปาก โดยวันนี้ในที่ประชุมได้กําหนดว่าจะนัดสอบพยานบุคคลใดบ้างพร้อมตั้งประเด็นการสอบสวนทั้งหมดรวมถึงเรียกสอบในฝั่งของกลุ่มตํารวจที่ก่อเหตุว่ามีใครเกี่ยวข้องนอกเหนือ 7 นายตํารวจอีกหรือไม่ตลอดจนเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง สําหรับคดีนี้ตั้งประเด็นไว้ที่ มาตรา 5 คือการทําร้ายให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งโทษหนักกว่า มาตรา 6 ที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
อย่างไรก็ตาม คดีนี้แม้จะเป็นการกระทําความผิดเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐแต่เมื่อมี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. จะไม่มีอํานาจในการไต่สวน เพียงแต่ต้องแจ้งให้ทราบเท่านั้น ส่วนสํานวนเบื้องต้นทราบว่าทางพนักงานสอบสวน สน.บางเขน ได้ส่งให้ ป.ป.ช. ไปแล้วนั้น หลังจากนี้ทางดีเอสไอจะทําเรื่องขอสํานวนกลับมาเพื่อมาดําเนินการ
จึงอยากฝากถึงทุกหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายว่าทุกครั้งที่มีการจับกุมจะต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบ หากไม่แจ้งหรือแจ้งเพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดท่านอาจถูกดําเนินคดีตาม ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งในคดีนี้มีการแจ้งเพียงอัยการและแจ้งหลังเกิดเรื่องนานถึง 3 วัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการเรียกสอบพยานจะต้องรอ ป.ป.ช. ส่งสํานวนกลับมาก่อนหรือไม่ นายวัชรินทร์ ระบุว่า ไม่รอวันนี้มีมติออกหมายเรียกและตั้งเป้าจะทําสํานวนให้เสร็จภายในเดือนเมษายนนี้
ขณะที่ นายอังศุเกติ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงเรื่องการคุ้มครองพยานว่า เบื้องต้นทางฝั่งผู้เสียหาย ยังไม่ได้มีการแจ้งเรื่องขอการคุ้มครอง เนื่องด้วยผู้เสียหายยังไม่พบพฤติกรรมการถูกข่มขู่คุกคาม แต่ถ้าผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคาม กรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีมาตรการในการคุ้มครองพยานตามคำร้องขออย่างแน่นอน
ส่วนความคืบหน้าเรื่องร่างระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือ การเยียวยา และการฟื้นฟู ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันจากกฎหมายอุ้มหายนั้น ปัจจุบันนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews