กรมราชทัณฑ์ นำสื่อมวลชนดูงานมาตรการปฏิบัติแก่ผู้ต้องขังข้ามเพศ ยกระดับสิทธิมนุษยชน สร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัย
วันนี้ (1 ส.ค. 67) ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ร่วมกันจัดกิจกรรมให้สื่อมวลชนหลากหลายสำนักได้เข้าศึกษาดูงานการควบคุมดูแลตามมาตรการการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากทางเพศ ตามโครงการ “สื่อมวลชนสัญจร Press Tour เพื่อศึกษาดูงานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังข้ามเพศ”
โดยนายสหการณ์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดแดนเพศสภาพ และการปฏิบัติดูแลผู้ต้องขังข้ามเพศภายในเรือนจำฯ ว่า กรมราชทัณฑ์เล็งเห็นว่าไม่ว่าผู้ต้องขังจะเป็นเพศใด จากฐานความผิดใด เรามีหน้าที่ดูแลให้ทุกคนได้รับความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองสิทธิตามข้อกำหนดแมนเดล่า Mandela Rules และมาตรฐานสหประชาชาติ นอกจากนี้ การพัฒนาพฤตินิสัยก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผู้ต้องขังมีมาจากหลายคดี บางรายต้องโทษคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย บางรายต้องโทษคดียาเสพติด ฯลฯ จึงต้องมีการบำบัดฟื้นฟูให้เป็นไปตามหลักวิชาการและทัณฑวิทยา รวมถึงเรื่องการให้การศึกษา และการสร้างอาชีพแก่ผู้ต้องขัง ถือเป็นนโยบายที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อทำให้ผู้ต้องขังที่เตรียมพ้นโทษจะได้กลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้โดยไม่หวนกลับกระทำผิดซ้ำ อย่างไรก็ตาม บทบาทภารกิจของกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับมาตรการการควบคุมดูแลผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ ปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 เรือนจำ คือ เรือนจำกลางคลองเปรม และเรือนจำพิเศษพัทยา
ซึ่งภายในแดน 1 ของเรือนจำกลางคลองเปรม มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น จำนวน 1,085 ราย โดยเป็นกลุ่มผู้ต้องขังข้ามเพศ จำนวนทั้งสิ้น 64 ราย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 คือ ผู้ต้องขังข้ามเพศที่แปลงเพศโดยสมบูรณ์แล้ว จำนวน 14 ราย ประเภทที่ 2 คือ ผู้ต้องขังข้ามเพศที่ยังไม่แปลงเพศแต่ลักษณะทางกายภาพไม่เป็นไปตามเพศกำเนิด เช่น มีการเสริมหน้าอก จำนวน 9 ราย และประเภทที่ 3 คือ ผู้ต้องขังข้ามเพศที่ยังไม่แปลงเพศและไม่ได้มีกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการแยกขัง เนื่องจากเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จำนวน 41 ราย
ส่วนเรือนจำพิเศษพัทยา มีผู้ต้องขังแปลงเพศ จำนวน 25 ราย ขณะที่ภาพรวมทุกเรือนจำทั่วประเทศมีผู้ต้องขังที่เป็นผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศรวมทั้งสิ้น 986 ราย แบ่งเป็น ผู้ต้องขังในคดียาเสพติด 700 ราย ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน 200 ราย ผู้ต้องขังเกี่ยวกับคดีทางเพศ 28 ราย ผู้ต้องขังเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 16 ราย ที่เหลือเป็นคดีอื่นๆ
นายสหการณ์ เผยอีกว่า เรือนจำได้ดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศ (SOPs) โดยยึดถือหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังข้ามเพศโดยไม่เลือกปฏิบัติและจะต้องปฏิบัติบัติต่อผู้ต้องขังเหล่านี้เช่นเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วไป รวมถึงสิทธิการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ตลอดจนการพัฒนาพฤตินิสัยที่ผู้ต้องขังจะได้รับทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาทิ การจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และความสนใจของผู้ต้องขังข้ามเพศ โปรแกรมและกิจกรรมที่ส่งเสริมการเคารพนับถือตนเอง และการได้รับการเคารพจากผู้อื่น ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ เพื่อปลูกฝังค่านิยมเกี่ยวกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศแบบใดก็ตาม และต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงความปลอดภัย ความเปราะบาง และความเป็นส่วนตัวของผู้ต้องขังกลุ่มนี้ ขณะที่ในเรื่องของทรงผม ผู้ต้องขังที่มีความหลากหลายทางเพศที่ได้แปลงเพศแล้วก็สามารถไว้ผมยาวในระดับเดียวกับผู้ต้องขังหญิงได้ (ผมบ็อบสั้น) ส่วนถ้ายังไม่มีการแปลงเพศ ก็จำเป็นต้องไว้ผมตามวิถีเพศกำเนิด
นายสหการณ์ เผยต่อว่า สำหรับเรื่องชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังข้ามเพศ ทางเรือนจำกลางคลองเปรมได้ดำเนินการแยกห้องนอนของผู้ต้องขังและแยกห้องน้ำสำหรับชำระล้างต่างหาก เช่น ในกรณีของผู้ต้องขังข้ามเพศ 14 ราย จะมีห้องนอน 2 ห้อง นอนห้องละ 7 ราย สามารถอนุโลมให้อาบน้ำในห้องขังได้ แต่ถ้าอยากใช้ห้องน้ำส่วนตัว ก็ต้องลงมาด้านล่างซึ่งจะมีห้องน้ำเฉพาะที่เป็นของเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ต้องขังแปลงเพศแล้วสามารถเข้าใช้ อีกทั้งประการที่สำคัญ คือ ข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องชีวิตและร่างกายไม่ว่าจะเป็นการกระทำอนาจาร การกระทำชำเราต่างๆ การมีแดน 1 จะเป็นมาตรการที่ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้บังคับการแดน 1 ว่าตลอดชีวิตราชการ 24 ปีของท่าน ไม่เคยเกิดเหตุผู้ต้องขังข้ามเพศถูกกระทำชำเรา หรืออนาจารอย่างรุนแรงจากผู้ต้องขังชาย เพราะว่าได้มีการวางการป้องกันภายในแดนอย่างเข้มงวด ทั้งในแต่ละจุดและที่อับสายตาและตามกองงานต่างๆ
ทั้งนี้ หากผู้ต้องขังแปลงเพศเกิดการเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก็จะมีการแยกห้องผู้ป่วยไม่ให้มีการปะปนกันกับผู้ต้องขังชาย เพราะเราจะต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติที่ดี ไม่เกิดเหตุการณ์ละเมิด หรือก่อให้เกิดความรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจ



ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews