กมธ.อุตฯจี้เร่งเอาผิดจนท.รัฐ ผู้ประกอบการลักลอบแคดเมียม

การเมือง ข่าว

 

 

 

กมธ.อุตฯ จี้เร่ง เอาผิด จนท.รัฐ ผู้ประกอบการ ลักลอบขนย้ายแคดเมียม เรียกร้องรัฐทำให้ประชาชนปลอดภัย ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

 

 

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม ในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการดำเนินการกับกากแร่แคดเมียมว่า วันนี้ กมธ. ได้เชิญ 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดำเนินการกับกากแร่แคดเมียม วันนี้ทางปลัดกระทรวงอุตสหกรรม จะมาชี้แจงด้วย ซึ่งทราบจากข่าวว่า จะมีการเคลื่อนย้าย ในวันที่ 7 พฤษภาคม

 

โดยจะมีการตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเกิดการเคลื่อนย้ายที่ล่าช้า จึงจะสอบถามถึงการเคลื่อนย้ายให้เร็วขึ้น เพราะประชาชนมีความกังวล ซึ่งการตรวจพบกากแคดเมียมทั้ง 4 แห่ง จะดำเนินการอย่างไร จะหาตู้คอนเทนเนอร์มาแพ็ค เพื่อไม่ให้เกิดการโปร่งกระจายก่อนได้หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาหรือผลกระทบต่อประชาชน

 

ทั้งนี้ กรรมาธิการยังไม่ได้ไปลงพื้นที่จริง แต่มีแผนที่จะไปจังหวัดตาก ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ แต่มีการขนย้ายช่วงวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งอาจจะต้องมีการหารือกันอีกครั้งว่า จะขนย้ายได้เมื่อไหร่ เพราะเดิมทราบจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า จะขนย้ายวันที่ 17 เมษายน แต่อาจจะต้องสอบถามอีกครั้ง เพราะเลื่อนการขนย้าย 7 พฤษภาคม ซึ่งเราจะต้องทราบเหตุผลในส่วนนี้ด้วย

 

ขณะเดียวกัน ในฐานะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ กำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม และ กมธ. อุตสาหกรรม ประสานควบคู่กันอย่างไร นายอัครเดช ระบุว่า รัฐมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายรัฐบาล ส่วนตนเองในฐานะประธานกรรมาธิการ ฝ่ายนิติบัญญัติ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ทำงานคู่ขนานกันไป แม้จะมาจากพรรคเดียวกัน แต่บทบาทหน้าที่ก็ต้องทำ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

 

ซึ่งตนและรัฐมนตรีก็พูดคุยกันเป็นระยะอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมื่อทราบปัญหา วันที่ 3 เมษายน วันที่ 5 เมษายน ก็ลงพื้นที่เลย จนได้พบกับแคดเมียมครบแล้ว แต่ยังมีตัวเลขที่ต่างกันอยู่ในระบบ ที่ลงทะเบียนไว้ 13,800 ตัน แต่พบจริง 12,400 ตันเศษ ตัวเลขที่ต่างเกิดจากสาเหตุอะไรนั้นก็จะได้ฟังการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ

 

ส่วนข้อมูลที่ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและมีส่วนรับผลประโยชน์ ทางกรรมาธิการได้ข้อมูลมาอย่างไรนั้น ในอัครเดช เปิดเผยว่า มีผู้มาร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่รัฐ เรียกรับผลประโยชน์ ในเรื่องของการย้ายกากแร่ ได้ยื่นช่วงเดือนมกราคม ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเป็นแร่อะไรและจะขนย้ายไปที่ไหน จึงนำมาสู่การสอบสวน ที่เราทราบเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาให้ข่าวเพื่อให้รัฐบาลไปดำเนินการ และให้ประชาชนได้เฝ้าระวัง เพราะมีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเข้ามา ซึ่งเป็นความโชคดีที่เราเจอเร็ว ไม่ต้องรอให้ประชาชนป่วยก่อนแล้วต้องหาสาเหตุว่าป่วยเพราะอะไร สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลประโยชน์อยู่ในระดับไหน นายอัครเดช ระบุว่า ยังไม่แน่ชัด แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม

 

อย่างไรก็ตาม การประชุมวันนี้มี 3 ประเด็น ที่ต้องติดตาม คือ 1.การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ประกอบการ ละเมิดกฏหมายหรือทำผิดข้อใด จะดำเนินคดีอย่างไร 2.จะทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในการขนย้าย และ 3.ผลกระทบของประชาชนที่ได้รับ หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

 

ขณะเรื่องทุนจีนสีเทาที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง นายอัครเดช ระบุว่า “แน่นอน” ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เป็นคนจีน ที่ได้ดำเนินการจับกุมไปแล้ว มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางที่สมุทรสาคร ก็เป็นคนจีน และทางจังหวัดชลบุรีที่เตรียมจะส่งออกก็เป็นคนจีน เจ้าของโรงงานที่ตรวจพบกากแร่ ก็เป็นคนจีน และเป็นคนที่ทางกรรมาธิการ เคยนำเรื่องเข้าที่ประชุมว่าทำผิดกฎหมาย จนทำให้ ปทส. จับกุมดำเนินคดีมาแล้ว

 

ซึ่งตัวละครที่เป็นคนจีนมีทั้งหมด 3 ตัวละคร ตัวละครสุดท้ายคือที่ต้นทางที่เป็นโรงหลอมสมุทรสาคร ฉะนั้นเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อดำเนินการกับนักลงทุนชาวจีนสีเทา คณะอุตสาหกรรมที่ละเมิดกฎหมาย เพราะอย่างจังหวัดชลบุรีก็ทำผิดซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อประชาชน

 

ส่วนที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่ตรวจพบผู้ป่วย มีสารแคดเมียมเจือปนในฉี่ นั้น เป็นบุคคลในโรงงาน และบุคคลที่อยู่ภายนอกโรงงานก็เกินค่ามาตรฐานด้วยเช่นกัน มองว่า เรื่องนี้รัฐต้องเข้าไปเยียวยาและผู้ประกอบการก็ต้องรับผิดชอบในการกระทำความผิดเรื่องนี้ด้วย เพื่อดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ และที่สำคัญสารที่ตกค้างในดินในอากาศ จะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ เรื่องนี้กรรมาธิการให้ความสำคัญและจะสอบถามในที่ประชุม

 

ส่วนการนำกลับไปฝังที่จังหวัดตาก เพราะเป็นจังหวัดเดียวที่ผ่านอีไอเอ และเป็นไปตามกฎหมาย แต่หากจะนำไปฝังกลบที่จังหวัดข้างเคียงนั้นยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะกฎหมายไม่ได้รองรับ และศาลปกครอง ก็ระบุชี้ชัดแล้วว่า ให้ขนย้ายกลับไปที่จังหวัดตากเท่านั้น

 

ข้อกังวลเรื่องการฟุ้งกระจายระหว่างขนย้าย ขอแนะนำให้ภาครัฐดำเนินการการขนย้ายและไปเรียกเก็บค่าขนย้ายกับผู้ประกอบการภายหลัง เพื่อให้ได้มาตรฐาน และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามก็ให้ฟ้องดำเนินคดี

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

';

ประเด็นที่คุณอาจสนใจ

';