จับ! โบรกเกอร์ประกันภัยชื่อดัง ขายข้อมูลนับล้านให้มิจฉาชีพ

Video คลิปข่าวทั่วไป ข่าว
ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ตํารวจไซเบอร์ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ร่วมกันแถลงผลจับกุมโบรกเกอร์ของบริษัทประกันภัยชื่อดัง ลักลอบนำข้อมูลส่วนบุคคลนับล้านรายชื่อขายให้มิจฉาชีพ

 

 

 

พร้อมจับกุมโปรแกรมเมอร์สร้างแอปพลิเคชั่นสแกนใบหน้าปลอมให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ถอนเงิน และแอดมินกลุ่มเฟซบุ๊ก ผู้ถือข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 15 ล้านรายชื่อ

 

 

 

โดยพล.ต.ท.ธนา กล่าวว่า ปัจจุบันแก๊งมิจฉาชีพมีวิธีการหลอกเหยื่อที่หลากหลายโดยมักจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆมาอ้างเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากการขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาที่นําข้อมูลส่วนบุคคลขายต่อเครือข่ายธุรกิจสีเทากว่า 200 ล้านรายชื่อ เมื่อเดือน ก.ค. 66 และผู้ต้องหาซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลางที่เคยซื้อขายอาหารเสริมยี่ห้อดัง โดยอ้างซื้อข้อมูลส่วนบุคคลมากว่า 15 ล้านรายชื่อ และนํามาแบ่งขายให้แก่กลุ่ม Dark Web เมื่อเดือน ส.ค. 66 ที่ผ่านมา

 

 

 

สําหรับปฏิบัติการในครั้งนี้ พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้นํากําลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหารายสําคัญจํานวน 3 ราย ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี กาฒสินธุ์ และอุดรธานี โดยผู้ต้องหารายแรก คือ นายพศิน อายุ 41 ปี โบรกเกอร์บริษัทประกันภัยชื่อดัง ลักลอบนําข้อมูลส่วนบุคคลนับล้านรายชื่อรวมถึงข้อมูลลูกค้าขายให้แก่มิจฉาชีพ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เบื้องต้นแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

 

 

ส่วนผู้ต้องหารายที่สอง คือ นายณัฐพงษ์ อายุ 28 ปี โปรแกรมเมอร์ผู้ขายโปรแกรมสแกนใบหน้าที่ช่วยในการปลดล็อกใบหน้าบนแอปฯ Mobile Banking ให้แก่มิจฉาชีพและกลุ่มเครือข่ายธุรกิจสีเทา กรณีที่มีการโอนเงินจํานวน 5 หมื่นบาท เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ล่วงรู้มาตรการป้องกันการเจ้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทําขึ้นเป็นการเฉพาะ นํามาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบฯ และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯที่เกี่ยวข้อง” ส่วนผู้ต้องหารายสุดท้ายคือ นายยอดชาย อายุ 24 ปี แอดมินกลุ่มเฟซบุ๊กซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 15 ล้านรายชื่อ

 

 

 

โดยการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย สามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ อาทิ โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ค คอมพิวเตอร์ สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารรายชื่อลูกค้ากว่า 300 แผ่น โดยผู้ต้องหาทั้งหมดทีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อว่ายังมีผู้กระทําความผิดเกี่ยวข้องอีกจํานวนมาก โดยทางตํารวจไซเบอร์จะดําเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

 

 

 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังเปิดคลิปสาธิตการสแกนใบหน้า โดยไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชันจากผู้ต้องหาที่จับกุมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งผู้ต้องหาเผยว่าแอปพลิเคชันที่ตนสร้างขึ้น ช่วยให้มีความสะดวกและรวดเร็วรวมถึงถอนเงินได้จํานวนมากอีกด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตํารวจตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถใช้งานได้จริง

 

 

 

ขณะที่ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบนั้นถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา นอกจากนี้ผู้ซื้อก็ถือว่าข่ายเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช้เจ้าของข้อมูลอีกด้วย

 

 

 

โดยหลังจากนี้ทาง สคส. จะดําเนินการตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนว่ามีมาตรการป้องกันและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนดหรือไม่ และจะตั้งคณะทํางานเพื่อดูแลในเรื่องนี้โดยเฉพาะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ เพื่อปราบปรามและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

 

 

 

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธนา ยืนยันว่าข้อมูลจํานวน 15 ล้านรายชื่อที่หลุดออกไปนั้น เบื้องต้นพบว่าเป็นข้อมูลทั่วไป เช่น ชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทร ซึ่งทางตํารวจไซเบอร์ ดําเนินการบล็อกและเก็บรายชื่อทั้งหมดเอาไว้หมดแล้ว และจากการตรวจสอบพบมีทั้งข้อมูลที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนสบายใจ โดยทางตํารวจไซเบอร์จะดําเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews