ประธาน กมธ.ศึกษา สว.ห่วงคนไทยในอิสราเอล แนะรัฐบาลแสดงท่าที ต้องไม่เลือกข้าง อาจส่งผลต่อตัวประกัน
นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา กล่าวถึงความห่วงใยคนไทยต่อสถานการณ์สงครามที่ประเทศอิสราเอล โดยเสนอแนะว่า เรื่องแรกที่รัฐบาลที่ต้องทบทวน คือ เรื่องท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ หากเราไม่เลือกข้างจะส่งผลต่อตัวประกัน และประชาชนคนไทยที่อยู่ในอิสราเอลกว่า 30,000 คน ดังนั้นหากเราเลือกข้างเกินไป ก็จะส่งผลอันตรายต่อการทูตระหว่างประเทศ และส่งผลต่อความมั่นคงในอนาคต ทั้งนี้ เชื่อว่า
รัฐบาลก็ทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว และกำลังปรับปรุงท่าทีต่อสถานการณ์ในเวลานี้ ซึ่งตนเห็นด้วยว่า เราไม่ควรเลือกข้างใดข้างหนึ่งให้มาก ควรจะต้องบอกว่าขอให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกัน ให้ปกป้องคุ้มครองพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม นี่คือ หลักสำคัญ ส่วนข้อห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ คือ ตัวอย่างของประเทศไทยที่จะต้องกลับไปทบทวน เรื่องส่งคนไปทำงานต่างประเทศ หากเป็นประเทศที่เสี่ยงจะมีหลักประกันใดเพื่อคุ้มครองพลเมืองของเรา ทั้งเรื่องค่าแรงค่าตอบแทน ความปลอดภัยในการทำงาน
ส่วนนักศึกษาไทย ได้ส่งนักศึกษาไปให้ความรู้เรื่องการเกษตรที่อิสราเอลจำนวนมาก และการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของอิสราเอล 80 – 90% มาจากฝีมือของเด็กไทยทั้งนั้น โดยมาจากวิทยาลัยการเกษตร ที่อยู่ในอิสราเอล ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องทบทวน เพราะเรามีวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศ
แต่เราไม่สามารถสร้างอาชีพให้คนมีรายได้ มีงานทำได้ทั้ที่เราเอานักศึกษาไทยไปช่วยอิสราเอล ดังนั้น รัฐบาลควรทบทวน หลักสูตรการศึกษาได้แล้วว่า ไม่ต้องมีแล้ว ปวช. , ปวส. แต่ต้องมาพูดถึงหลักความรู้ในการประกอบอาชีพ วิทยาลัยเกษตรบางที่มีครูมากกว่านักเรียน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันหมดทั่วประเทศ ซึ่งหลักการพวกนี้มีในอิสราเอลแต่ไทยไม่ได้ทำ
นายตวง ย้ำว่า เด็กนักศึกษาที่อยู่ในวิทยาลัยเกษตร เรา 79 คน ที่ไม่ใช่สัดส่วนของนักศึกษามหาลัย เป็นคนที่ไปช่วยอิสราเอลทำงาน จึงต้องแสดงความห่วงใย จะเป็นกลุ่มที่ จึงไม่แน่ใจว่าใน 79 คนนี้จะเป็นหนึ่งในตัวประกันที่กลุ่มฮามาสจับไปหรือไม่
นายตวง ย้ำว่า เด็กนักศึกษาที่อยู่ในวิทยาลัยเกษตร เรา 79 คน ที่ไม่ใช่สัดส่วนของนักศึกษามหาลัย เป็นคนที่ไปช่วยอิสราเอลทำงาน จึงต้องแสดงความห่วงใย จะเป็นกลุ่มที่ จึงไม่แน่ใจว่าใน 79 คนนี้จะเป็นหนึ่งในตัวประกันที่กลุ่มฮามาสจับไปหรือไม่
สำหรับคนไทยที่มีแนวคิดยอมอยู่ที่อิสราเอลเพื่อแลกกับการเสี่ยงตาย แต่ไม่ยอมอดตาย นายตวง กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องมาทบทวนเช่นกัน แรงงานบางคนมองความปลอดภัยในชีวิตมาเป็นอันดับรอง ความยากจนหากใครไม่เผชิญคงไม่ทราบ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแรงงานบางคนระบุว่า หากสถานการณ์ปกติก็จะกลับไปทำงานเช่นเดิม นั่นหมายความว่า รัฐบาลต้องคิดแล้วว่า
ความยากจนทำให้คนไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสงครามได้ ซึ่งแรงงานเหล่านั้นก็เป็นหนึ่งในพลเมืองของเรา ดังนั้น เราต้องดูแลแรงงานกลุ่ม ที่ไม่ได้รับการดูแลจากผู้ประกอบการดีพอ รวมถึงแรงงานกลุ่มที่ไม่ได้รับพาสปอร์ต ตนเชื่อว่าในขณะที่ประเทศต่างๆ นำพลเรือนกลับมาได้ทั้งหมด แต่ของเรายังต้องอาศัยเงื่อนระยะเวลาทอดยาวออกไปพอสมควร
ขณะเดียวกัน ขอตั้งคำถามว่าพลเมืองอีก 30,000 กว่าคน จะทำอย่างไรต่อไป เพราะคนเหล่านี้หาเงินเข้าประเทศ ช่วยสร้างครอบครัวให้มีอาชีพ มีรายได้ มีงานทำ รัฐบาลก็ได้ภาษีจากคนกลุ่มนี้ โดยเชื่อว่า หากเราจัดสรรระบบให้ดี เราสามารถยกระดับเรื่องความปลอดภัยพลเมืองของเราได้ ดังนั้นสถานการณ์ในอิสราเอลที่เกิดขึ้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง
ขณะทิศทางการเจรจาปล่อยตัวประกัน นายตวง ย้ำว่า ไทยต้องไม่เลือกข้าง เราควรมองหลักการใหญ่ว่าทำอย่างไรจะสามารถปกป้อง คุ้มครองพลเมืองผู้บริสุทธิ์
ของทั้ง2 ฝ่ายนี้ คือ หลักการสำคัญหากเราพูดได้เช่นนี้ ก็จะสามารถบินข้ามน่านฟ้าเขาได้ เพื่อปกป้องประชากร ทั้งจากประชาคมโลกและจากประเทศต้นทางที่เกิดปัญหา จะต้องไม่นำประเทศและพลเมืองของเราไปสู่ความขัดแย้ง ทั้งนี้ นายตวง ยังมองว่า ในช่วงหลังกระทรวงการต่างประเทศได้มีการปรับตัว และ ประเทศไทยต้องปรับระยะห่างของเรื่องนี้ให้ได้
ทั้งนี้ ตนไม่ได้ว่าอะไรใคร แต่รัฐบาลที่แล้ว ทำมาดีแล้ว เช่น ระยะห่างกับซาอุดิอาระเบีย แต่ครั้งนี้เราต้องกลับไปคุยกันใหม่ ที่ผ่านมามันดีมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเราต้องไปเริ่มคุยกับซาอุฯ ใหม่ แต่ในเมื่อมันเกิดปัญหา เราก็ต้องกลับมาเรียนรู้และทบทวน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews