“โรม” ชี้งดประชุมสภา ทำเลือกนายกฯ-แก้ ม.272 สะดุด

การเมือง ข่าว
“โรม” ชี้ งดประชุมสภา ทำ เลือกนายก-แก้ ม.272 สะดุด จ่อ ยื่นประธานรัฐสภา พิจารณาทบทวนมติข้อบังคับ 41 ย้ำ ไม่ได้ทำเพื่อเสนอชื่อ “พิธา” ซ้ำ เสนอนายกเป็นสิทธิเพื่อไทย

 

 

 

วันนี้ (25 ก.ค. 66) ที่อาคารไทยซัมมิท นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการประชุมสส.พรรคก้าวไกลวันนี้ ว่า จริงๆ แล้วต้องนำไปสู่การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภา แต่เมื่อมีการประกาศงดการประชุมสภาทำให้ไม่สามารถพิจารณาวาระใด ๆ ได้ พรรคก้าวไกลจึงได้มีการถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ และมีมติที่เกี่ยวพันการการดำเนินของพรรคก้าวไกลในสภาต่อไป

 

 

 

ประการแรก เดิมทีในวาระประชุม มีวาระหลักๆ อยู่ 2 วาระ คือวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรี และการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตซ์ สว. หากไปดูกรณีที่ทุกฝ่ายพูดตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างเร่งด่วน เป็นปัญหาที่ไม่สามารถรอคอยได้ พี่น้องประชาชนต้องการให้มีผู้นำในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่ามีการงดการประชุม ซึ่งทำให้การพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีล่าช้าออกไป และเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เป็นโอกาสที่เราจะได้พูดคุยและหาทางออก

 

 

ประการที่สอง ถึงแม้จะมีการอ้างในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการตีความข้อบังคับที่ประชุม ข้อที่ 41 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น แต่ในวาระการประชุมรัฐสภาไม่ได้มีวาระเพียงแค่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเหตุใด ทำไมถึงไม่เอาวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่พรรคก้าวไกลต้องการจะยกเลิก หยิบขึ้นมาพิจารณา เราไม่จำเป็นต้องปล่อยเวลาเอาไว้เฉยๆ สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ แล้วก็หาทางออกให้กับสว. ที่ต้องการปิดสวิตซ์ตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะได้เดินหน้าออกจากความขัดแย้งที่เรื้อรัง เป็นชนักติดหลังทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้

 

 

 

ประการที่สาม การที่เรารอคอยว่าสุดท้ายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรต่อไป ทำให้การพิจารณาเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี อยู่บนความไม่แน่นอน เพราะสุดท้ายเราไม่มีทางรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งส่งผลให้การเลือกนายกรัฐมนตรีช้าออกไป โดยที่สภาไม่สามารถหาทางออกให้กับสังคมได้ พรรคก้าวไกลเราเชื่อมั่นในการทำงานของสภา และในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ควรจะเป็นครั้งที่ 2 ในการเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายรัฐสภามีมติตามขัอบังคับที่ 41 ประกอบข้อ 151 ว่าการจะเสนอชื่อนายพิธาซ้ำไม่สามารถทำได้

 

 

“วันนี้ทุกฝ่ายกระจ่างอย่างชัดเจนว่าการตีความเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ดังที่ปรากฏหน้าสื่อ แต่ก็มีสังคมบางส่วนที่บอกกับพรรคก้าวไกล ว่าเราควรจะร้องศาลรัฐธรรมนูญ เรียนตามตรง เราไม่อยากเห็นการเข้ามาแทรกแซงอำนาจของรัฐสภาด้วยศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้ว พรรคก้าวไกลมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการกันเองได้ในสภา” นายรังสิมันต์ กล่าว

 

 

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า วันนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การตีความข้อบังคับดังกล่าวเป็นการตีความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พรรคก้าวไกลจึงเสนอทางออกให้สังคมเพื่อฝ่าด่านนี้ หากเราพิจารณาข้อบังคับการประชุมในข้อต่างๆ เราสามารถยื่นญัตติขอให้สภาทบทวนมติที่เคยมีไปแล้ว ซึ่งสภาสามารถทำได้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่สภา ที่เราจะต้องมีมติและข้อวินิจฉัยที่แตกต่างกันออกไป

 

 

ดังนั้น ในการประชุมครั้งต่อไป เราจะหารือกับประธานรัฐสภา และยื่นญัตติต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาทบทวน ซึ่งหากสภาเห็นด้วยกับข้อเสนอจะทำให้การเสนอนายกรัฐมนตรีไม่ต้องผูกพันกับข้อมติเดิมอีกต่อไป ทำให้สามารถเสนอบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซ้ำได้

 

 

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลมีความคิดที่จะเสนอชื่อนายพิธาซ้ำหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าพรรคก้าวไกลให้พรรคเพื่อไทยเสนอบุคคลที่มีความเหมาะสมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคือ นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งต้องดำเนินไปตามนั้น การเสนอของเราเป็นคนละเรื่องกัน เป็นการเสนอเพื่อปลดล็อกสิ่งที่ผิดพลาด สภาฯ ไม่จำเป็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เราสามารถดำเนินการกันเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ

 

 

ส่วนจะเป็นการตอกย้ำหรือไม่ว่าการให้เก้าอี้ประธานสภาฯ กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นข้อผิดพลาด นายรังสิมันต์ กล่าวว่าต้องพิจารณาบริบทต่าง ๆ ณ ตอนนั้นมีความเห็นเรื่องผู้ที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ไม่ตรงกัน การถอยคนละก้าว เพื่อให้นายวันมูหะมัดนอร์เข้ามาเป็นประธานสภาฯ ท่านมีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คงไม่สามารถไปวิจารณ์การทำหน้าที่ได้ ประชาชนต้องช่วยกันพิจารณา ยืนยันว่าการเสนอให้ทบทวนมติอีกครั้งจะเป็นทางออกให้กับทุกฝ่าย ให้เรากลับคืนสู่ทางที่ถูกต้อง

 

 

ส่วนจะทำให้เรื่องที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญถูกตีตกไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า คงต้องพิจารณาในข้อกฎหมาย มองว่าข้อเสนอของพรรคก้าวไกลควรเร่งทำ

 

 

ขณะที่การปลดล็อกข้อบังคับรัฐสภา ข้อที่ 41 จะทำให้เสนอนายพิธา ซ้ำได้ จะทำให้น้ำหนักการจัดตั้งรัฐบาลกลับมาที่พรรคก้าวไกลหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ควรให้มีการโหวตเลือกนายกฯ ก่อนว่าสำเร็จหรือไม่ แล้วค่อยมาหารือกับ 8 พรรคร่วม และต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเลือกตั้งมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงได้

 

 

“ผมไม่ได้บอกว่าให้รอถึง 10 เดือน แต่หาก 8 พรรคร่วมจับมือกันเข้มแข็งเพียงพอ เชื่อว่าถึงที่สุดฝ่ายที่พยายามทำให้เราแตกแยกใช้กลไกข้ามขั้วจะไม่มีทางเกิดขึ้น ระยะเวลา 10 เดือนอาจไม่ใช่ 10 เดือนจริง ๆ” นายรังสิมันต์กล่าว

 

 

ส่วนที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้ความเห็นว่าพรรคก้าวไกลควรถอยออกมา หลังพรรคเพื่อไทยได้นายกฯ อาจจะดึงพรรคก้าวไกลกลับไปร่วมรัฐบาล ถือเป็นความเห็นส่วนตัว ตนเองไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบ ขึ้นอยู่กับการหารือของ 8 พรรคร่วม ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews