Home
|
ทั่วไป

‘‘ไทยศรีวิไลย์’ ลงพื้นที่บางบัวทอง สักการะ ‘หลวงพ่อหิน’ วัดบางรักใหญ่

Featured Image
‘‘ไทยศรีวิไลย์’ ลงพื้นที่บางบัวทอง สักการะ ‘หลวงพ่อหิน’ วัดบางรักใหญ่ พร้อมพบปะประชาชนภายในงานไทยช่วยไทย – ‘มงคลกิตติ์’ ขอบคุณนิด้าโพลล์ ที่ให้ตนเป็นลำดับที่ 14 ของแคนดิเดตนายกฯ

 

 

ไทยศรีวิไลย์มาเป็นอันดับ 12 ยันเป้าหมายของพรรคฯ คือการเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมขอโอกาสประชาชนให้เป็นนายกฯ คนที่ 5 ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงอายุ 40 ต้นๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ-หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วย นางสาวภคอร จันทรคณา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ-รองหัวหน้าพรรค ,นายศยุน ชัยปัญญา เลขาธิการ ,นายสรกฤช จันทรคณา โฆษกพรรค ,นางสาวกนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ กุ้งพลอย หรือ ติ๊ก บิ๊กบราเทอร์ รองโฆษกประจำหัวหน้าพรรค,

 

 

พล.ท.ดร.กฤตภาส คงคาพิสุทธ์ ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน นางสาวอริญรดา สาระชัย นายทะเบียนพรรค ,นางสาวสุขสุนันท์ กีรติดวงจันทร์ ว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และคณะ ลงพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อร่วมงานประจำปีของวัดบางรักใหญ่ โดยนายมงคลกิตติ์และคณะ ได้กราบสักการะหลวงพ่อหิน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด จากนั้น ได้เดินชมบรรดาแผงค้าที่อยู่ภายในบริเวณงานวัด จากนั้น ได้เดินทางไปยัง อ.เมืองนนทบุรี เพื่อไปพบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายภายในงานไทยช่วยไทย EXPRO & COWBOY SHOW อยู่ตรงข้ามตลาดนกฮูก โดยประชาชนต่างเข้ามาทักทายนายมงคลกิตติ์ และขอถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง

 

 

โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวถึงผลการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้าโพลล์ ที่ระบุว่า ประชาชน จะสนับสนุนให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 มาในลำดับที่ 14 และประชาชนจะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคไทยศรีวิไลย์มาลำดับที่ 12 ว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจตนและพรรคไทยศรีวิไลย์ในการตอบแบบสอบถามของทางนิด้าโพลล์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังมีประชาชนที่ยังรักและชื่นชอบผลงานของตนในการทำหน้าในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง ในการช่วยเหลือเพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ เช่น การระบาดของไวรัสโควิด – 19

 

 

การช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำท่วม การตรวจสอบการทุจริตเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของทางพรรคไทยศรีวิไลย์ จากพรรคการเมืองที่โนเนมไม่มีใครรู้จักมาเป็นพรรคการเมืองที่มีผลสำรวจว่าประชาชนสามารถฝากผีฝากไข้ได้ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่า ยังมีปัจจัยอีกมากที่จะทำให้พรรคไทยศรีวิไลย์ มีเสียงมากพอที่จะได้ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งเป้าหมายของพรรคฯ ที่ตั้งใจมาตลอดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทางพรรคฯ ก็เสนอเงื่อนไขไปบางส่วนแล้วว่า

 

 

หากไม่เอานโยบายเรื่องเงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก เดือนละ 3,000 บาท ก็ไม่ต้องมาชวนให้ไปร่วมรัฐบาล เพราะตนมองว่า บรรดานายพลที่ได้สวัสดิการต่างๆ มากมาย และได้เสวยสุขบนอำนาจบนความทุกข์ยากและเสียงก่นด่าของประชาชนนั้น ต่างใช้บรรดาทหารผ่านศึกซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลทหารชั้นผู้น้อย เป็นผู้ออกหน้าออกตาทำงานให้ ซึ่งทุกวันทหารผ่านศึกหลายนายต่างคิดว่า จะเอาข้าวสารที่ไหนมากรอกหม้อเพื่อให้ผ่านพ้นไปวันๆ ต่างจากนายทหารที่กินดีอยู่ดีมีความสุขมากมาย ดังนั้น การที่ตนและพรรคไทยศรีวิไลย์ประกาศนโยบายนี้ออกไป ได้รับความสนใจจากประชาชนและเหล่าทหารผ่านศึกเป็นจำนวนมากที่อยากให้เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น ตนจึงอยากให้ประชาชนสนับสนุนพรรคไทยศรีวิไลย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้

 

 

เพื่อที่จะได้มีการสานต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการมอบเงินผดุงเกียรติให้กับทหารผ่านศึกทุกนาย โดยขอให้เลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ ให้มากพอที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้โดยตนเอง โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญคือ ในมาตรา 133 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญฯ ที่ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ตนและพรรคไทยศรีวิไลย์เป็นผู้เริ่มต้นตั้งแต่แรก ก็อยากจะทำตรงนี้ให้ถึงที่สุด ซึ่งหนทางเดียวที่จะทำได้ก็คือ เลือกไทยศรีวิไลย์ครอบครัวละ 1 คะแนน เราจะทำทุกนโยบายแทนท่านเอง

 

 

“ผมขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจผมให้เป็นนายกฯ ในลำดับที่ 14 ซึ่งสูงกว่านักการเมืองและผู้ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน และพรรคไทยศรีวิไลย์ ก็เข้าไปอยู่ในใจประชาชนเป็นลำดับที่ 12 ซึ่งผมถือว่า ความคิดก่อนหน้านี้ที่ผมจะหันไปสอนหนังสือ หลังหมดวาระการเป็น ส.ส.นั้น ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะประชาชนได้ล้มเลิกความตั้งใจผมและให้กำลังใจในการต่อสู้ทางการเมืองต่อไป เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ผมและหลายๆ พรรคการเมือง เริ่มต้นจาก 0 ที่นั่ง แต่บางพรรคเขามี 250 คนหรือ 125 คนตามความสนิทสนมว่าจะอยู่ตรงไหน

 

 

ซึ่งผมก็จะพยายามลงพื้นที่แนะนำนโยบาย และตัวผู้สมัคร ส.ส. ให้ได้มากที่สุด เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า การเมือง 4 ไม่ที่ตนและพรรคยึดถือ คือ ‘ไม่ยุบ ไม่รวม ไม่ดูด ไม่ซื้อ’ ก็สามารถมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ในสภาชุดต่อไป รวมทั้งผมเองก็ประกาศตัวมาตลอดว่า ‘ผมพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี’ เพราะอย่างน้อยๆ ประเทศไทยก็ให้โอกาสคนวัย 40 ต้นๆ มาเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 4 คน ได้แก่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งขณะนี้ผมมีอายุ 41 ปี

 

 

ยังมีสมองและเรี่ยวแรงในการทำงานอีกมาก รวมทั้งหลายๆ ปัญหาในปัจจุบัน ที่ต้องการคนรุ่นใหม่เข้าไปแก้ไขเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผมจึงอยากขอโอกาสจากประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคให้มากที่สุด เพื่อจะได้ดำเนินการเสนอชื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ซึ่งก็จะเป็นนายกฯ คนที่ 5 ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงอายุ 40 ต้นๆ และผมหวังว่า ในการสำรวจของโพลล์จากสำนักต่างๆ ในครั้งต่อๆ ไป จนถึงวันเลือกตั้ง ผมจะมีโอกาสเป็นที่ 1 ของผลโพลล์ และเป็นที่ 1 ในใจของประชาชนสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย” นายมงคลกิตติ์กล่าว

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube