กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งปรับพิกัดศุลกากร ภายใต้ความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่นใหม่ มีผล 1 มีนาคม 66
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศบังคับใช้กับการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลงอาเซียน – ญี่ปุ่น (Certificate of Origin – Form AJ) ใหม่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า จากระบบฮาร์โมไนซ์ (HS) 2002 เป็น HS 2017 โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป
ซึ่งการปรับกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีตั้งแต่ความตกลงอาเซียน – ญี่ปุ่นมีผลใช้บังคับในปี 2551 โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ส่งเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าร่วมเจรจาปรับโอนพิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าจาก HS 2002 เป็น HS 2017 ร่วมกับประเทศภาคีสมาชิกอาเซียน – ญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อให้กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงของพิกัดศุลกากรได้คงไว้ซึ่งสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์เดิมและสะท้อนกับกระบวนการผลิตที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด
จนประเทศสมาชิกได้สรุปผลลัพธ์การเจรจาในช่วงปลายปี 2565 และขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้ดำเนินการเพื่อรองรับการมีผลบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าดังกล่าว ได้แก่ การออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศฉบับใหม่ การจัดเตรียมระบบการตรวจคุณสมบัติทางด้านถิ่นกำเนิด และระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form AJ) เรียบร้อยแล้ว พร้อมให้ผู้ส่งออกใช้งานได้ในวันที่ 1 มีนาคม 2566
ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ซึ่งปัจจุบันไทยและญี่ปุ่นมีความตกลงทางการค้าที่บังคับใช้ร่วมกันทั้งสิ้น 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น (AJCEP) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า
คือ เรื่องของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของแต่ละความตกลงสำหรับการนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้า ณ ประเทศปลายทาง โดยในปี 2565 มีผู้ส่งออกยื่นขอออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form AJ เพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้ความตกลงอาเซียน-ญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่า 392.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.08
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews