8 หมื่นล้าน เลือกตั้งดันศก. สู่บัลลังก์นายกฯ คนที่30

Video คลิปข่าวทั่วไป การเมือง เศรษฐกิจ ข่าว
น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งกับอุณหภูมิทางการเมือง ที่โยงใยกับการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2566

 

 

เพราะวันนี้หลายพรรคการเมืองต่างขยับ จัดวางขุนพล รอสู้ศึก ที่ว่ากันว่า เกมนี้เดิมพันด้วยอนาคตของพรรคการเมือง เพื่อมุ่งสู่แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีบัลลังก์นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เป็นเป้าหมาย

 

ทั้ง “รวมไทยสร้างชาติ” ของ “ลุงตู่”, “พลังประชารัฐ” ของ “บิ๊กป้อม”, “ภูมิใจไทย” ของ “เสี่ยหนู อนุทิน” ที่ล่าสุดมีสส.จำนวนไม่น้อยตบเท้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างต่อเนื่อง รวมถึง “เพื่อไทย” ที่ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร เดินสายเปิดตัวโชว์วิสัยทัศน์ โดดเด่นสุดคือนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ที่ทำเอาสะเทือนทั้งแผ่นดิน

 

และด้วยจังหวะของการเลือกตั้งที่เดิมพันไว้สูง ทำให้มีการประเมิณว่าจะมีเม็ดเงินจากการหาเสียงไหลลงสู่เศรษฐกิจไทยนับหมื่นล้านบาท

 

โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านจะแข่งขันเพื่อช่วงชิงคะแนนกันอย่างดุเดือด เพื่อรักษาฐานที่มั่นและต้องการได้คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 4-5 หมื่นล้านบาท

 

“เชื่อว่าตอนนี้ก็เริ่มที่จะลงพื้นที่กันบ้างแล้ว ก็น่าจะมีเม็ดเงินสะพัด โดยประมาณเฉลี่ยประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ที่ทั้งจดนับ และไม่จดนับ 4 หมื่น ถึง 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเม็ดเงินจากการเลือกตั้งต้องยอมรับว่า จะค่อนข้างสูง และจะหมุนเร็วเพราะว่า การรณรงค์หาเสียงจะลงไปที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกกลุ่มของอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นป้ายหาเสียง รถหาเสียง คนที่จะเดินในการร่วมรณรงค์ในการหาเสียง เวทีต่างๆ และการเดินหาเสียงไปพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้นเงินค่อนข้างจะหมุนเร็ว เราเชื่อว่าจริงๆแล้วเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท โดยประมาณในเบื้องต้นก็จะน่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวจากเดิมประมาณ 0.2-0.3% และเมื่อมีการหมุนเวียน 2 รอบเป็นอย่างน้อยก็น่าจะมีเม็ดเงินสะพัดได้ประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาท การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ น่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เกิน 3.5% ขึ้นไป ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า”

 

และเมื่อถามต่อว่าตัวเลขเม็ดเงินสะพัดดังกล่าว จะมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ หรือไม่ “นายธนวรรธน์” ฟังธงว่า มากกว่าแน่นอน

 

“โดยภาพก็ควรที่จะมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะว่าเป็นการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรค คือเราจะเห็นว่ามีพรรคเกิดใหม่ที่เกิดขึ้นหลายพรรค และก็แน่นอนพรรคเก่า ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กับพรรคฝ่ายค้านเดิม ก็ยังเป็นพรรคใหญ่ที่ต้องการรณรงค์หาเสียงที่ได้ที่นั่งในสภาให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยการเป็นพรรคขนาดกลางหรือพรรคใหญ่ต้องมีที่นั่งในสภาอย่างน้อยประมาณ 50-100 ที่นั่ง หรือมากกว่า ดังนั้นการรณรงค์หาเสียงน่าจะแข่งขันกันมาก เม็ดเงินที่สะพัดน่าจะมากกว่าการรณรงค์หาเสียงโดยปกติหรือในปีที่ผ่านๆมา นอกจากค่าครองชีพที่แพงขึ้น หรือค่าโสหุ้ยต่างๆ ที่แพงขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การใช้เงินในการหาเสียงคงจะมากกว่าปีที่ผ่านๆมา”

 

ทั้งนี้การเลือกตั้งไม่เพียงแต่จะทำให้มีเงินสะพัดเท่านั้น แต่ยังมีผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยอีกด้วย โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า จากการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยก่อนการเลือกตั้ง 1, 3, 6 เดือนเฉลี่ย 2.1%, 2.3% และ 2.6% ตามลำดับ ขณะที่จิตวิทยาบวกต่อหุ้นกลุ่ม Farm Income มักจะให้ผลตอบแทนบวกสูงกว่าตลาดช่วงก่อนการเลือกตั้ง 1,3 และ 6 เดือน เช่น กลุ่มบันเทิง อาหาร สื่อสาร ธนาคาร ค้าปลีก และเช่าซื้ออีกด้วย

 

และนี่ก็เป็นภาพรวมของเม็ดเงินที่จะสะพัดในช่วงการเลือกตั้งปีหน้า ซึ่งจากนี้ต่อไปจะต้องจับตาเหล่าพรรคการเมืองกันอย่างใกล้ชิด เพราะทุกการขับเคลื่อนในการหาเสียงเลือกตั้ง ย่อมหมายถึงเม็ดเงินที่จะไหลลงสู่เศรษฐกิจนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews