น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลนายกฯลุงตู่ ที่ว่ากันว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ หลังจากประเด็นร้อนวาระ 8 ปี ผ่านพ้นไป
แน่นอนว่าการขยับสับเปลี่ยนขุนพลในหมากเกมนี้ ย่อมมีนัยยะทางการเมืองเชื่อมเศรษฐกิจ โยงใยถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีหน้า 2566 โดยมีปากท้องของประชาชนเป็นเดิมพัน
เพราะต้องยอมรับว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลนายกฯลุงตู่ยังแก้ไม่ตก เพราะเจอทั้งพิษโควิด-19 เงินเฟ้อพุ่ง รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซีย ยูเครนที่ขย่มขวัญไปทั่วโลก ดังนั้นการปรับครม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตอกย้ำฝีมือว่า “เจ๋ง” จึงเป็นสิ่งสำคัญ
เนื่องจากขณะนี้ คู่แข่งทางการเมืองต่างขยับ ชิงไหว ชิงพริบ โดยชูจุดเด่นนโยบายเศรษฐกิจมัดใจประชาชน
สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.คุยกับ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย “นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง” ซึ่งครั้งหนึ่งนั้นเขาคือผู้นำทัพรถบรรทุกเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซล ในประเด็นมุมมองการปรับครม. ซึ่ง “นายอภิชาติ” เชียร์ให้นายกฯลุงตู่ปรับครม.โดยไม่ต้องเกรงใจใคร ปรับเปลี่ยนให้ดี เอาให้ชาติรอด ยึดประชาชนเป็นหลัก ซึ่งถ้าทำแบบนี้ เชื่อว่า คะแนนนิยมในตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมจะกลับมา
ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า กระทรวงพลังงาน เป็นกระทรวงที่จะต้องถูกปรับมากที่สุด เพราะบทบาทที่ผ่านมาของกระทรวงพลังงานคือการประกาศขึ้นราคาพลังงานอย่างเดียว และเมื่อถามว่า สเปกรัฐมนตรีฯพลังงานอยากได้บุคลิกแบบใด “นายอภิชาติ” กล่าวว่า ขอให้มีความเข้าใจในเรื่องพลังงาน ส่วนนโยบายก็ต้องชัดเจน ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะต้องประชาสัมพันธ์ประเด็นเศรษฐกิจให้ประชาชนรับรู้และรับทราบมากกว่าปัจจุบัน เพื่อที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลอย่างถ่องแท้ เพราะทุกวันนี้มีแต่ความคลุมเครือ
“รัฐบาลตู่จะอยู่ต่อก็ได้ แต่ก็ต้องมีคนทำงาน มีผลงานที่ชัดเจนออกมา สิ่งที่คลางแคลงใจ พูดถึงกระทรวงพลังงานกับกระทรวงการคลังทำให้ออกมาชัดเจน อย่างกระทรวงการคลัง ผมก็พูดตรงๆนะ การทำอะไรลงไป จะต้อง PR (ประชาสัมพันธ์) ให้กับประชาชนได้รู้ว่า ประเทศเราตอนนี้อยู่ไหน จะช่วยรัดเข็มขัดอย่างไร ช่วงนี้สถานการณ์ของโลกเป็นอย่างไร ประชาชนก็เสพแต่ข่าวจากสื่อ แต่ถ้าว่ามีผู้นำที่ดูแลแต่ละกระทรวงออกมาคอมเม้นท์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาล ผมคิดว่าก็ไปได้”
และสำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในห่วงจังหวะข่าวลือปรับครม.นั้น ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส มองว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะ Recession หลายประเทศ อาทิ สหรัฐ ยุโรป มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่เศรฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยในการประชุมครม. ครั้งล่าสุดวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ภาครัฐเตรียมดำเนินมาตรการต่างๆ โดยตั้งงบประมาณวงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้หากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ขยายตัวราว 3% ตามการคาดการณ์สภาพัฒน์ ในช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะเห็นการเติบโตของ GDP ในอัตรา 3.6% YoY ซึ่งถือว่าดีกว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ อย่างชัดเจน
จากนี้ต่อไปจะต้องติดตามการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนายกฯลุงตู่อย่างใกล้ชิด รวมถึงการปรับครม. เพราะทุกการขับเคลื่อน ย่อมหมายถึงความเชื่อมั่นที่จะเกิดขึ้นในสายตาประชาชนนั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews