การกลับมาเร่งสกัดอัตราเงินเฟ้อของทางธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้น และทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี เงินยูโรอ่อนค่าเท่าระดับเงินดอลลาร์สหรัฐ 1 ยูโรเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ถือได้ว่าปรับอ่อนค่ามากที่สุด
โดยประเด็นหลักคาดว่าน่าจะมาจากกังวลว่ารัสเซียจำกัดการจัดหาพลังงานให้ยุโรป ที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการที่สกุลเงินอ่อนค่านี้จะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าของประเทศในโซนยุโรปมีราคาที่แพงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศในแถบยูโรโซนปรับขึ้นไปถึงร้อยละ 8.6
ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าการอ่อนค่าของเงินยูโรมาจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ขณะที่กังวลว่ายูโรโซนจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น บนความไม่แน่นอนที่เกิดจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน และยุโรปเองกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน จากเหตุที่รัสเซียเริ่มยุติการส่งก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อส่ง
นอกจากนี้นักลงทุนมองว่าตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐ และดัชนีราคาผู้บริโภคที่ดีขึ้นเกินคาด จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ถึงร้อยละ 1 ในเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปอีก ประกอบกับธนาคารกลางยุโรป ได้ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยูโรโซนให้มีความเสี่ยงเข้าภาวะถดถอย
อย่างไรก็ตามสถานการณ์สกุลเงินยูโรที่ปรับตัวลงมาใกล้เคียงดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีความกังวลภาวะเศรษฐกิจยูโรจะถดถอย ซึ่งหากเศรษฐกิจยุโรปถดถอยชัดเจน โอกาสที่เงินยูโรจะปรับลดลงไปอีกก็เป็นได้ เพราะยังมีแรงกดดันมากกว่า ทั้งสัญญาณเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนในตลาดการเงินในช่วงนี้ เพราะตลาดการเงินโดยรวมยังคงถูกกดดันจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจหลักอาจเข้าสู่สภาวะถดถอยได้ จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews