กรมควบคุมโรค เผย “สายพันธุ์โอไมครอน” อาการน้อย แต่แพร่ระบาดได้เร็ว เคสแรกในไทย กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์และความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์โอมิครอนว่า การกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด 19 พบมาตลอด สิ่งที่สำคัญมีอยู่ 4 ประการหลังกลายพันธุ์แล้ว คือ แพร่ระบาดได้เร็วขึ้น,ความรุนแรงมากขึ้น,ดื้อต่อการรักษา และทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งขณะนี้รูปแบบของโควิด 19 ใกล้เคียงโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อระบาดไปเยอะแล้วจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ความรุนแรงของโรคเหมือนจะลดน้อยลง สำหรับสายพันธุ์โอมิครอน องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลต้าค่อนข้างมาก ทั้งนี้
เนื่องจากสายพันธุ์นี้แพร่ระบาดได้เร็วกว่า 2-5 เท่า ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย แต่แยกยากจากสายพันธุ์อื่น มาตรการป้องกันที่สำคัญ ต้องฉีดวัคซีนโควิดให้ครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้วกว่า 95 ล้านโดส เข็มที่ 1 ฉีดแล้วเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ 2 เกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบูสเตอร์โดสให้รอประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง ว่าให้ฉีดในช่วงไหน คาดว่าภายในเดือนธันวาคมถึงมกราคม จะเร่งฉีดบูสเตอร์ให้ประชาชนได้มากที่สุด
สำหรับเคสที่ยืนยันว่าเป็นรายแรกของสายพันธุ์โอมิครอน เป็นเพศชายอายุ 35 ปี เป็นนักธุรกิจสัญชาติอเมริกาอาศัยอยู่ในสเปนมา 1 ปี เดินทางมาประเทศไทยวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 และเข้ารับการตรวจอีกครั้ง ได้รับรายงานว่าพบเชื้อเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 พบค่าตรวจ CT ค่อนข้างสูง และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผู้ป่วยมีอาการน้อยมาก ปฏิเสธโรคประจำตัว ไม่มีประวัติการตรวจพบเชื้อมาก่อน ผลต่างๆ ปกติ จากการตรวจสอบไม่พบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง
ทั้งนี้ นอกจากวัคซีนแล้ว มาตรการป้องกันส่วนบุคคลเพื่อป้องกันตัวเอง ขั้นสูงสุด (Universal Prevention) สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล รวมถึง Covid Free Setting และการตรวจ ATK ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน พร้อมกับยกระดับการเฝ้าระวังที่ช่องทางเข้าออกประเทศและสถานที่ท่องเที่ยว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news