พ่อเมืองสระแก้ว ประกาศล็อกพื้นที่ตลาดโรงเกลือ หลังมีชาวกัมพูชาติดเชื้อไปแล้ว 327 คน
นายเกียรติศักดิ์ จันทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เรียกประชุมหัวหน้าส่วนยังที่ว่าการอำเภออรัญประเทศ ในการกำหนดแนวทางเร่งด่วน หลังพื้นที่อำเภออรัญประเทศเกิดคลัสเตอร์ใหม่ พบชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือ ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก
ล่าสุด ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ให้ใช้โกดังสินค้า 3 และ 4 บริเวณด้านหลังห้างสตาร์พลาซ่า เป็นโรงพยาบาลสนามกักตัวหลังข้อมูลสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ยืนยัน พบชาวกัมพูชาติดเชื้อไปแล้วถึง 327 คน (ข้อมูลอัปเดต 29 ก.ค.) นายเกียรติศักดิ์ ระบุว่า โรงพยาบาลสนามที่ได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่จากภาคเอกชน ใช้ชื่อว่า รพ.สนาม สุขเจริญไกรศรี จะใช้เวลาจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆภายใน 1 ถึง 2 วันนี้คาดว่า จะพร้อมรับตัวชาวกัมพูชาเข้าไปกักกันตัวไม่น่าเกินวันพรุ่งนี้ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่จัดเตรียมทั้งเตียงนอน อุปกรณ์เครื่องนอน ได้แล้วประมาณ 200 ชุด ซึ่งโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ สามารถรองรับได้ถึง 500 เตียงเป็นอย่างน้อย
ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ยอมรับอีกว่า โรงพยาบาลสนามสุขเจริญไกรศรี จะใช้กักตัวเฉพาะชาวกัมพูชาในเขตตลาดโรงเกลือเท่านั้น หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา การตรวจหาเชื้อเชิงรุกในทุกๆวันศุกร์ ทีมเจ้าหน้าที่ ตรวจพบเชื้อชาวกัมพูชาในตลาดโรงเกลือ โดยมีการยืนยันผลติดเชื้อสูงกว่า 200 คน ก่อนเจ้าหน้าที่ จะปิดกั้นพื้นที่ (buble and seal) ตลาดสดสายันต์และตลาดผักผลไม้โกลเด้นเกท ทำให้มีชาวกัมพูชาต้องถูกกักกันพื้นที่อยู่ในตลาด มากกว่า 800 คน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจหาเชื้อ ก่อนจะมีผลยืนยันติดเชื้อเพิ่มอีกกว่า 100 คน ทำให้ขณะนี้ คลัสเตอร์ตลาดโรงเกลือมีชาวกัมพูชาติดเชื้อไปแล้ว 327 คน
ส่วนข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภออรัญประเทศ ทางจังหวัดยืนยันว่า ยังสามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคให้อยู่ในวงจำกัด ถึงแม้ข้อมูลของสาธารณสุขจังหวัด จะระบุว่าพบชาวกัมพูชาติดเชื้อแล้วถึง 8 ตลาดด้วยกัน คือ ตลาดโกลเด้นเกท / ตลาดโรงเกลือ / ตลาดเดชไทย / ตลาดเบญจวรรณ / ตลาดรัตนธรรม / ตลาดเจ้สายันต์ / ตลาด อบจ. และตลาดอินโดจีน ซึ่งในขณะนี้ ทางจังหวัด ได้บล็อกพื้นที่อย่างเข้มข้นแล้ว

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news