ถอดบทเรียนกราดยิง: ชูนโยบาย”อนุทิน-กิตติ์รัฐ”ขับเคลื่อนควบคุมปืน

การเมือง ข่าว
ถอดบทเรียนกราดยิง: ชูนโยบาย “อนุทิน-กิตติ์รัฐ” ขับเคลื่อน ควบคุมอาวุธปืน และอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นและป้องกันเหตุซ้ำ

 

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามกล่าวว่า เหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะเทือนความรู้สึกของสังคมไทยอย่างยิ่ง เพราะโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกปลอดภัยที่สุด แต่เมื่อสถานที่ซึ่งควรเต็มไปด้วยการเรียนรู้และความหวัง กลับกลายเป็นพื้นที่ของความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “ตำรวจจะรับมือกับเหตุร้ายอย่างไร” แต่ยังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “เราจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”

 

สำหรับผม คำตอบหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความปลอดภัยจากเดิมที่มองว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจฝ่ายเดียว ไปสู่แนวคิดว่า “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย” เพราะในโลกความเป็นจริง ตำรวจไม่อาจอยู่ได้ทุกมุมถนน ทุกโรงเรียน ทุกห้างสรรพสินค้า ทุกโรงพยาบาล หรือทุกสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันจำนวนมาก แต่ประชาชนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ครูอยู่ในโรงเรียน พนักงานอยู่ในห้าง บุคลากรทางการแพทย์อยู่ในโรงพยาบาล ผู้ประกอบการอยู่ในสถานบันเทิง และคนในชุมชนรู้จักพื้นที่ของตนเองดีที่สุด หากคนเหล่านี้มีความรู้ มีระบบประสานงาน และมีช่องทางเชื่อมต่อกับตำรวจอย่างถูกต้อง พวกเขาย่อมกลายเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันเหตุ ก่อนที่เหตุร้ายจะพัฒนาไปถึงจุดที่แก้ไขไม่ทัน

 

สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยการกราดยิงที่โรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาขณะที่ผมศึกษาระดับปริญญาโทด้านการจัดการความเสี่ยงและยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และได้มีโอกาสสัมผัสงานด้านนี้ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ในช่วงที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และมีการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในหลักสูตรการป้องกันคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่เปราะบาง หรือ Soft Target ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงพยาบาล สถานบันเทิง และสถานที่สาธารณะที่มีประชาชนจำนวนมาก

 

แนวคิดสำคัญในเวลานั้นไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประชาชนกลายเป็นตำรวจ แต่คือการทำให้ประชาชน “รู้เท่าทันภัย รู้วิธีแจ้งเหตุ รู้วิธีเอาตัวรอด และรู้วิธีประสานกับตำรวจ” เพื่อให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมมากขึ้นก่อนเกิดวิกฤตประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ผมเห็นชัดว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารตำรวจไม่ได้วัดกันเฉพาะเมื่อเกิดเหตุแล้วสามารถสั่งการได้รวดเร็วเพียงใด แต่ยังวัดจากความสามารถในการ “สร้างระบบป้องกันก่อนเหตุเกิด” และที่สำคัญกว่านั้น คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจและทำให้ผมมองเห็นความต่อเนื่องของแนวคิดนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น คือ เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอ วันนี้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อความปลอดภัยที่ต้องถูกยกระดับขึ้นเป็นทิศทางเชิงนโยบายของประเทศ ผ่านแนวคิด “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” และนโยบายควบคุมอาวุธปืนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับการขับเคลื่อนต่อโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสะท้อนภาพของการเชื่อมโยงระหว่าง “ผู้นำฝ่ายนโยบาย” กับ “ผู้นำฝ่ายปฏิบัติ” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน คือการนำประชาชนกลับมาอยู่ ณ ศูนย์กลางของระบบความปลอดภัย

 

ผมมองว่า จุดสำคัญของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่คำว่า “อาสาสมัครตำรวจบ้าน” แต่อยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก ผู้รับบริการด้านความปลอดภัย ไปเป็น หุ้นส่วนในการสร้างความปลอดภัย นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงแนวทางการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของภาครัฐ และย้ำการทำงานที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ขณะที่บทบาทของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ คือการแปลงทิศทางเชิงนโยบายนั้นให้กลายเป็นระบบที่ตำรวจสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่

 

นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความงดงามของภาวะผู้นำทั้งสองระดับ เพราะผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องลงไปทำทุกเรื่องด้วยตนเอง แต่ต้องสามารถ “สร้างระบบ” ที่ทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้ามาทำความดีร่วมกันได้ นายกรัฐมนตรีมองเห็นพลังของประชาชนในฐานะทุนทางสังคมของประเทศ ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำพลังนั้นมาเชื่อมเข้ากับภารกิจของตำรวจอย่างมีทิศทาง มีมาตรฐาน และมีเป้าหมายร่วมกันว่า ประชาชนต้องปลอดภัยมากขึ้น

 

เมื่อมองเช่นนี้ “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” จึงไม่ใช่เพียงโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ใช่เพียงนโยบายจากส่วนกลาง แต่ควรได้รับการมองว่าเป็น สะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาล ตำรวจ และประชาชน เป็นกลไกที่ทำให้แนวคิดเรื่องความปลอดภัยจากระดับนโยบาย เดินทางลงไปถึงหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่เปราะบางทุกแห่งของประเทศ

 

วันนี้ เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับการต่อยอดไปสู่การผลักดัน “หลักสูตรอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ซึ่งผมมองว่าไม่ควรถูกตีความเพียงว่าเป็นการเพิ่มจำนวนอาสาสมัคร หรือเพิ่มกำลังช่วยตำรวจ แต่ควรมองให้ไกลกว่านั้นว่า นี่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางความปลอดภัยของชุมชน” ที่ทำให้ประชาชนมีความรู้ มีมาตรฐาน มีวินัย มีจิตอาสา และสามารถทำงานเชื่อมโยงกับตำรวจได้อย่างมีระบบ

หากสามารถขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีให้เชื่อมกับระบบปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงจำนวนอาสาสมัครที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเกิดขึ้นของ “เครือข่ายพลเมืองแห่งความปลอดภัย” ทั่วประเทศ คนเหล่านี้จะไม่ใช่ตำรวจ และไม่ควรถูกทำให้เข้าใจว่ามีอำนาจเช่นตำรวจ แต่จะเป็นประชาชนที่ได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ มีทักษะ มีความรับผิดชอบ และรู้วิธีทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างถูกต้อง

 

อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงควรทำหน้าที่มากกว่าการช่วยงานทั่วไป แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยของชุมชน” ที่สามารถเฝ้าระวังความผิดปกติ แจ้งเบาะแส ประสานโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และตำรวจ รู้จักสัญญาณเตือนของเหตุรุนแรง รู้หลักการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และที่สำคัญที่สุด

 

อาสาสมัครไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจแทนตำรวจ แต่เป็นผู้ช่วยสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นก่อนที่จะต้องใช้อำนาจรัฐเข้าแก้ไขปัญหา

 

หากเรานำบทเรียนจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีมาเป็นจุดเปลี่ยน ประเทศไทยควรเร่งสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ โดยเชื่อม ตำรวจ–โรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน–ท้องถิ่น–อาสาสมัครตำรวจบ้าน ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพราะในเหตุการณ์วิกฤต “นาทีแรก” มักเป็นนาทีที่สำคัญที่สุด และคนที่อยู่ใกล้เหตุที่สุดอาจไม่ใช่ตำรวจ แต่อาจเป็นครู พนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หรือประชาชนธรรมดาคนหนึ่งเราจึงต้องทำให้ “ประชาชนธรรมดา” มีความรู้ที่ไม่ธรรมดาในการช่วยป้องกันความสูญเสีย

 

เชื่อว่า นี่คือความหมายที่ลึกซึ้งของคำว่า “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย” เพราะความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากจำนวนตำรวจที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจำนวนประชาชนที่พร้อมจะลุกขึ้นมาดูแลกันและกันมากขึ้นและหากเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีจะทิ้งบทเรียนอะไรไว้ให้กับสังคมไทย ผมอยากให้บทเรียนนั้นไม่จบลงเพียงความเศร้า ความโกรธ หรือคำถามว่าใครผิด

แต่ต้องเปลี่ยนเป็นคำถามใหม่ว่า “จากวันนี้ เราจะร่วมกันทำอะไร เพื่อไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”นี่จึงเป็นเวลาที่ประชาชนทุกคนสามารถมีบทบาทได้
ถ้าคุณเป็นครู คุณสามารถเป็นผู้เฝ้าระวังและสร้างระบบความปลอดภัยในโรงเรียนถ้าคุณเป็นผู้ปกครอง คุณสามารถช่วยสังเกตและส่งต่อข้อมูลที่อาจป้องกันเหตุได้ถ้าคุณเป็นผู้นำชุมชน คุณสามารถเชื่อมคนในพื้นที่เข้ากับตำรวจและถ้าคุณเป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยากทำประโยชน์ให้บ้านเกิดของตนเอง คุณสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่
เพราะการเป็นอาสาสมัครตำรวจบ้าน ตามการขับเคลื่อนของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นตำรวจแต่มันหมายความว่า คุณเลือกที่จะไม่ยืนดูความไม่ปลอดภัยอยู่ห่าง ๆ  แต่คุณเลือกที่จะคอยฟังสัญญาณเตือนภัยและเหตุการณ์ที่ผิดปกติคุณเลือกที่จะเรียนรู้คุณเลือกที่จะช่วยเหลือคุณเลือกที่จะเฝ้าระวังและคุณเลือกที่จะร่วมสร้างชุมชนที่เด็ก ผู้สูงอายุ ครอบครัว และประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีตำรวจอยู่ทุกจุด แต่ประเทศไทยควรมี “พลเมืองแห่งความปลอดภัย” อยู่ในทุกชุมชนและถ้าวันหนึ่งอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่สามารถกระจายอยู่ในโรงเรียน ชุมชน ตลาด โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ ภายใต้การฝึกอบรม มาตรฐาน และการกำกับดูแลที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่า เราจะไม่ได้เพียงสร้างเครือข่ายช่วยตำรวจ แต่เรากำลังสร้าง “เครือข่ายปกป้องชีวิตประชาชน”และในวันนั้น สิ่งที่เริ่มต้นจากดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และได้รับการนำไปขับเคลื่อนโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะไม่ได้ถูกจดจำเพียงว่าเป็น “นโยบายหนึ่งของรัฐบาล” หรือ “โครงการหนึ่งของตำรวจ”

 

แต่จะถูกพิสูจน์จากสิ่งที่สำคัญจำเป็นกว่านั้น คือ ชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น ประชาชนที่รู้สึกปลอดภัยขึ้น และชีวิตที่อาจได้รับการปกป้องความปลอดภัยไว้ก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย นี่คือภารกิจที่ใหญ่กว่าตำรวจใหญ่กว่าอาสาสมัคร และใหญ่กว่าคนใดคนหนึ่ง เพราะความปลอดภัยของประเทศ เริ่มต้นจากการที่ประชาชนทุกคนรู้สึกว่า“ชุมชนนี้เป็นของเรา และความปลอดภัยของทุกคนคือความรับผิดชอบร่วมกันของเรา” ผ่านอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่
และนี่อาจเป็นความหมายที่ดีที่สุดของภาวะผู้นำทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในเรื่องความปลอดภัย — ผู้นำไม่ได้เพียงยืนอยู่ข้างหน้าประชาชน แต่สร้างโอกาสให้ประชาชนลุกขึ้นมายืนเคียงข้างกัน เพื่อปกป้องบ้าน ชุมชน และประเทศของเราร่วมกัน

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่