“อนุสรณ์”แจง ตะโกนเรียกร้องสันติภาพต่อหน้า “มิน อ่อง ไลง์”

การเมือง ข่าว

 

“อนุสรณ์” แจงเหตุ ตะโกนเรียกร้องสันติภาพต่อหน้า “มิน ออง ไลง์” หวังยื่นหนังสือถึงมือผู้นำเมียนมา ลั่นไทยไม่ควร “ปูพรมแดง” รับเผด็จการ เตรียมผลักดันบทบาทรัฐสภาไทยด้านการทูต พร้อมหารือเยี่ยม “อองซาน ซูจี” และนักโทษการเมือง

 

 

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน แถลงข่าวชี้แจงกรณีการแสดงออกระหว่างการเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา โดยยืนยันว่า การดำเนินการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ประชาชนไทย ประชาชนเมียนมา และเพื่อแสดงจุดยืนของรัฐสภาไทยต่อสถานการณ์ด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ตนและทีมงานตั้งใจเดินทางไปเพื่อยื่นหนังสือข้อเสนอถึง”มิน ออง ไลง์” โดยตรง แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัด ไม่สามารถส่งหนังสือได้ จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนเรียกร้องสันติภาพ เพื่อประกาศให้ทั้งคนในประเทศและประชาคมโลกรับรู้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการให้การต้อนรับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาในลักษณะดังกล่าว พร้อมระบุว่า ไทยสามารถพูดคุยหรือเจรจากับรัฐบาลเมียนมาได้ แต่ไม่จำเป็นต้องจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติหรือ “ปูพรมแดง” ให้กับผู้นำที่ถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พร้อมย้ำว่าการกระทำของตนเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐสภาไทยที่ยึดมั่นในหลักสันติภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม

นายอนุสรณ์ ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นภาพสะท้อนที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐบาลไทยและรัฐสภากำลังมอบความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ทั้งที่ผู้นำเมียนมาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พร้อมมองว่าการต้อนรับครั้งนี้ถือเป็นจุดตกต่ำครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์การทูตไทยบนเวทีโลก

นายอนุสรณ์ เปิดเผยเนื้อหาหนังสือที่ตั้งใจจะยื่นให้กับนายมิน อ่อง หล่าย ประกอบด้วยข้อเสนอสำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ 1.เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายึดหลักสันติธรรมและประชาธิปไตย โดยเดินหน้าตามแนวทางของ “สนธิสัญญาปางหลวง” และรื้อฟื้นกระบวนการสันติภาพ เพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมายาวนาน 2.เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การสู้รบตามแนวชายแดน การปล่อยมลพิษและสารพิษลงแม่น้ำ

รวมถึงมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน โดยต้องกำหนดกรอบเวลาการแก้ไขอย่างชัดเจน

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และเดินหน้าฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างจริงจัง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนเมียนมาและประเทศไทย

นายอนุสรณ์ ย้อนถึงที่มาของ “ความตกลงปางหลวง” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างพลเอกอองซานกับกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อปี 2490 เพื่อร่วมกันจัดตั้งสหภาพพม่า พร้อมระบุว่า รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของนางอองซาน ซูจี เคยพยายามฟื้นฟูกระบวนการดังกล่าวผ่านการประชุม “ปางหลวงศตวรรษที่ 21” อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ทำให้กระบวนการสันติภาพทั้งหมดหยุดชะงัก ประเทศเมียนมากลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่รุนแรงกว่าเดิม และยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลเมียนมาจะประกาศแผนเจรจาสันติภาพ 100 วัน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการโจมตีทางอากาศหลายร้อยครั้ง ทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก และบางครั้งยังส่งผลกระทบถึงพื้นที่ชายแดนไทย

นายอนุสรณ์ เห็นว่า แม้ไทยจำเป็นต้องติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมาในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ควรยอมรับเพียงฝ่ายเดียว เพราะปัจจุบันยังมีกลุ่มรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองเมียนมา พร้อมเสนอว่า ไทยควรกลับมามีบทบาททางการทูตเชิงสร้างสรรค์เช่นเดียวกับในอดีต สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เคยเป็นตัวกลางผลักดันกระบวนการสันติภาพในกัมพูชา และควรใช้บทบาทลักษณะเดียวกันกับสถานการณ์ในเมียนมา

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เดิมตั้งใจเพียงยื่นหนังสือ แต่เมื่อถูกเจ้าหน้าที่กันออกจากพื้นที่ จึงตัดสินใจตะโกนข้อความเรียกร้องสันติภาพ เพราะต้องการให้มีผู้ได้ยิน และต้องการส่งสารไปยังประชาคมโลกว่า รัฐสภาไทยยังมีผู้แทนที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาธิปไตย
พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการจัดให้ประชาชนบางส่วนมาโบกธงต้อนรับผู้นำเมียนมา โดยระบุว่า หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยจึงต้องให้เกียรติผู้นำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความรุนแรงต่อประชาชนของตนเอง และยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาได้เชิญตัวออกจากพื้นที่

เนื่องจากอยู่ระหว่างพิธีการ แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ และตนก็ให้ความร่วมมือโดยเดินออกจากพื้นที่เอง

นายอนุสรณ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า หลังจากนี้จะยื่นกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดน การฟื้นฟูประชาธิปไตยในเมียนมา และบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน นอกจากนี้ ยังเตรียมเข้าพบ โสภณ สุรพงษ์ เพื่อหารือถึงการผลักดันบทบาทด้านการทูตของรัฐสภาไทย โดยมีแนวคิดจัดคณะผู้แทนเดินทางไปเยี่ยมนักโทษทางการเมืองในเมียนมา รวมถึง อองซาน ซูจี หากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตยในภูมิภาค

นายอนุสรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้นายมิน อ่อง หล่าย จะไม่ได้ติดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ การที่ผู้นำเมียนมาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และประเทศไทยควรมีบทบาทสร้างสันติภาพอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการมอบความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาลทหารที่ยังถูกตั้งคำถามจากประชาคมโลก

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่