“ภคมน” จี้ นายกฯ เลิกอุ้ม “หมอสรณ” เร่งยื่นทูลเกล้าฯ พ้นเก้าอี้ประธาน กสทช. ซัดไร้จิตสำนึก ยื้อเก้าอี้ทั้งที่ขาดคุณสมบัติ เหน็บอ้าง ม.157 แบบ “ศรีธนญชัย” ชี้ ผลประโยชน์แสนล้านคือเหตุผลที่ไม่ยอมลง
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวถึงปัญหาการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ต้องล่มติดต่อกันถึง 3 ครั้ง เนื่องจาก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังยืนยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. แม้คณะกรรมการสรรหาจะมีมติว่าขาดคุณสมบัติ ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ดำเนินมาต่อเนื่องนานกว่า 4 ปี ก่อนจะมีข้อยุติเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หาก นพ.สรณ มีความรับผิดชอบต่อสังคมจริง ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่คณะกรรมการสรรหามีมติว่าไม่มีคุณสมบัติ เพราะเมื่อหมดคุณสมบัติ ก็ไม่ควรนั่งเป็นประธานองค์กรอิสระที่มีหน้าที่กำกับดูแลทรัพย์สินและงบประมาณของประเทศมูลค่าหลายแสนล้านบาทอีกต่อไป
น.ส.ภคมน ระบุว่า หลังจากคณะกรรมการสรรหามีมติแล้ว ภารกิจสำคัญตกอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งประธาน กสทช. เป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ดังนั้นผู้ที่จะเสนอเรื่องเพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯ พ้นจากตำแหน่งได้ คือ นายกรัฐมนตรี พร้อมมองว่า วันนี้กฎหมายมีความชัดเจนแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีจะยื้อเวลาออกไป พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมที่สังคมตั้งคำถามกับ นพ.สรณ กลับเริ่มหันมาตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีว่า เหตุใดจึงยังไม่ดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ นพ.สรณ โดยอ้างว่า ทั้งสองฝ่ายเคยใช้ที่ปรึกษาคนเดียวกัน พร้อมย้อนไปถึงรัฐบาลชุด “อนุทิน 1” ที่บุคคลดังกล่าวเคยทำหน้าที่เลขานุการประธาน กสทช. จึงตั้งคำถามว่า มีความพยายามช่วยเหลือหรือประคับประคองกันหรือไม่ ซึ่งภารกิจของนายกรัฐมนตรีมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องแบกนายแพทย์สรณเอาไว้
น.ส.ภคมน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สัปดาห์หน้า จะเชิญกรรมการ กสทช. คนอื่น ๆ เข้าให้ข้อมูลถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังบุคคลที่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติยังคงนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด จนทำให้การประชุมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ พร้อมระบุว่า สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบมากที่สุด คือ เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม นพ.สรณ จึงยังยืนยันจะทำหน้าที่ต่อ ทั้งที่ข้อกฎหมายมีความชัดเจนแล้ว โดยยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ กสทช. มีวาระสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะการพิจารณาโครงการของกองทุนยูโซ่ (USO Fund) ซึ่งมีวงเงินหลายพันล้านบาท รวมถึงภารกิจเดินทางไปต่างประเทศของประธาน กสทช. และมองว่า เมื่อยังมีผลประโยชน์และอำนาจในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ อยู่ จึงทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ที่ขาดคุณสมบัติยังต้องการรักษาตำแหน่งไว้ พร้อมเรียกร้องให้สังคมช่วยกันติดตามและตรวจสอบ เพราะเป็นการบริหารทรัพย์สินของชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนบุคคล
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาในช่วงสุญญากาศ น.ส.ภคมน ระบุว่า แม้ยังไม่แน่ใจว่าพระราชบัญญัติ กสทช. เปิดช่องให้แต่งตั้งประธานรักษาการได้หรือไม่ แต่เห็นว่าบอร์ด กสทช. ควรหารือร่วมกัน และทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ให้ภารกิจขององค์กรหยุดชะงัก พร้อมฝากถึงกรรมการและเจ้าหน้าที่ กสทช. ว่า องค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรของรัฐ ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน จึงไม่ควรช่วยประคับประคองบุคคลที่หมดคุณสมบัติให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป พร้อมเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. ปรับปรุงความโปร่งใส โดยเสนอให้เปิดเผยการประชุมบอร์ดทุกครั้งต่อสาธารณะ รวมถึงเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบประมาณประจำปี เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง โดยการแก้ปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่การเปลี่ยนตัวประธาน แต่สำนักงาน กสทช. ทั้งระบบ ต้องร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่สะสมมานาน
ขณะกรณี นพ.สรณ อ้างว่า หากหยุดปฏิบัติหน้าที่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 น.ส.ภคมน กล่าวว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นเพียงการตีความแบบ “ศรีธนญชัย” และมองว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติแล้ว ก็ถือว่าหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวสิ้นสุดลง จะอ้างว่าการไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นความผิดมาตรา 157 ไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากมีการยื่นข้อมูลหรือเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่แรก การกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่
น.ส.ภคมน ระบุว่า สังคมสามารถมองออกว่า เหตุผลที่ นพ.สรณ พยายามยื้อเวลาและต่อสู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่เพราะหลักการหรือความถูกต้อง แต่เป็นเพราะผลประโยชน์และอำนาจที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ทั้งสิทธิประโยชน์ในการเบิกจ่าย การบริหารกองทุนขนาดใหญ่ และอำนาจในการตัดสินใจโครงการสำคัญของ กสทช. มนุษย์ทุกคนมีความโลภ เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจและสิทธิประโยชน์จำนวนมาก ย่อมเสียดายเมื่อกำลังจะสูญเสีย แต่ต้องไม่ลืมว่า นี่ไม่ใช่ทรัพย์สินของตัวเอง แต่เป็นทรัพย์สินของชาติ ถึงเวลาแล้วที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ
ในช่วงท้าย น.ส.ภคมน ฝากถึง นพ.สรณ ว่า หากยังต้องการยื้อเวลา ก็ปล่อยให้ประชาชนได้เห็นพฤติกรรมดังกล่าวต่อไป พร้อมเชิญกรรมการ กสทช. ที่ไม่เห็นด้วยกับการยื้อครั้งนี้ เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ในสัปดาห์หน้า เพื่อร่วมกันตีความข้อกฎหมายอย่างชัดเจน และหาทางออกให้กับองค์กร พร้อมย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทรัพยากรของประเทศ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เกิดความคลุมเครือหรือยืดเยื้อไปมากกว่านี้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news