“พัฒนา” มั่นใจข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ไม่หลุด! แต่ไม่ขอท้าทาย ยันทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน อุปมาเหมือน “แมวจับหนู” ต้องยกระดับเรื่อยๆ ย้ำงบบัตรทอง 6 หมื่นล้านบาท ไม่หายไปไหน หลังขีดเส้นหน่วยงาน 7 วัน ชี้ จัดสรรกระจายไปบริการดูแลประชาชน 80% ของประเทศ เผย เตรียมปรับวิธีทำงานให้สอดคล้อง พ.ร.บ. ปฐมภูมิ ยืนยัน ทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดความคุ้มค่า
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณี ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสำคัญทางการเมือง และข้าราชการระดับสูง หลุดออกจากระบบ และถูกนำไปเผยแพร่ ทางโซเชียลมีเดียว่า เท่าที่เห็นยังไม่มีของตน
ส่วนกังวลว่าจะมีข้อมูลผู้ป่วย หลุดออกมาหรือไม่หลังจากมีข้อมูลหลุดออกจากกรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข พยายามยกระดับเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์อยู่ตลอด และมีการทดสอบระบบทุก 3-6 เดือน ในแต่ละช่องทางที่ต้องใช้งาน ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นเหมือนแมวจับหนู ที่ต้องยกระดับไปเรื่อยๆ แต่ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ ก็มีสูงขึ้น จึงต้องยกระดับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มั่นใจว่าข้อมูลยังไม่หลุด แต่ก็ไม่ขอท้าทาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 จำนวนเงิน 60,000 ล้านบาท ว่า งบที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ได้รับในปี 2568 ไม่นับเงินเดือนจะได้รับอยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านบาท ซึ่งในระบบของโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขจะมีบันทึกรายรับจากงบประมาณตรงนี้ประมาณ 110,000 ล้านบาท เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนจึงได้ตั้งคำถามไปว่างบประมาณ 60,000 ล้านบาทหายไปไหน ซึ่งสปสช. มีอนุกรรมการด้านการเงินชี้แจงว่าเงินจำนวนนี้อยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข และมีอีก 10,000 กว่าล้านบาท ที่สปสช.ใช้กระทรวงสาธารณสุขผ่านโรงพยาบาลราชวิถีเป็นช่องทางในการจัดซื้อยา และอาจจะมี 3,000 ถึง 4,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้เป็นเรื่องของการซื้อยา แต่ไปยังโรงพยาบาลนอกสังกัดโรงพยาบาลสาธารณสุข เช่น สังกัดกระทรวงกลาโหม สังกัดกรุงเทพมหานคร และอีกครึ่งหนึ่งถูกจัดสรรไปให้กับคลินิก รวมถึงหน่วยให้บริการเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่เราต้องดูว่าการให้บริการมีประสิทธิภาพ มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานหรือไม่ และหากต้องมีการปรับปรุงในการวางเงินเหล่านี้ไปที่ใดควรจะต้องถูกหยิบยกมาหารือในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยรวมๆจะอยู่ที่ประมาณ 120,000 กว่าล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุขมีเงินผ่านมือ เพราะฉะนั้นงบประมาณ 60,000 ล้านบาท จะเป็นการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลประขาชนราวๆ 80% ของประเทศ ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่เราเจอ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ยืนยันว่านโยบายของตนและรัฐบาลเงินภาษีของประชาชนต้องอธิบายได้ ว่าเส้นทางการเงินต่างๆ ได้ถูกนำไปวางจัดสรรไว้ที่ไหน และ สปสช.เองต้องนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้เกิดความชัดเจน
ส่วนหากหน่วยงานเหล่านี้มีเงื่อนไขทางกฎหมายเปิดช่องให้สามารถรับเงินได้หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตามดูกัน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ได้มอบหมาย ให้ประธานอนุกรรมการด้านการเงินให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งต้องชี้แจงลงไปในรายละเอียดถึงหน่วยที่รับเงิน กิจกรรมต่างๆ และการกระจายตัวของเงินว่าเป็นอย่างไร ที่ต้องมีเอกสารหลักฐานและการตรวจสอบไปพร้อมพร้อมกัน ว่าการใช้เงินเหล่านั้นนำไปปฏิบัติงานจริงหรือไม่ นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมีพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562 ที่จะต้องวางมาตรฐานการให้บริการต่างๆของงานป้องกันและงานส่งเสริมเรื่องระบบสาธารณสุขหรือสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งรัดให้เกิดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับหน่วยบริการในสังกัด สปสช. รวมถึงสังกัดอื่นๆด้วย เพื่อให้เห็นว่าหากมีการเบิกงบประมาณไปใช้ในการดูแลประชาชนจะต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงสาธารณสุข นำงบประมาณไปใช้กับกิจกรรมต่างๆค่อนข้างมาก นายพัฒนา ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่ทั้งลึกและกว้าง ดูแลประชาชนทั่วประเทศ และมีภารกิจต่างๆมากมาย ช่วงที่ตนรับตำแหน่งที่ผ่านมามีเวลา 2-3 เดือน จะเห็นว่า ตนลงพื้นที่ในภูมิภาคค่อนข้างมาก มีการพูดคุยในเรื่องการบริหารราชการของโรงพยาบาล และมีการนำนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติวนเรื่องของนวัตกรรม AI ต่างๆ ดังนั้นต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลต่างๆที่ทำให้เห็นในภาพกว้างว่ามีการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเรื่องการใช้งบประมาณเป็นเรื่องของโรงพยาบาลในแต่ละพื้นที่เป็นผู้จัดสรร ซึ่งยึดหลักให้ทุกโรงพยาบาลใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news