โทษประหารชีวิต กับสังคมไทย คดีสะเทือนขวัญ 5 ศพ

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ”โทษประหาร”ในประเทศไทยห่างหายไปนาน แต่จากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และการสารภาพของฆาตรกร จนขุดพบอีก 3 ศพ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี นำมาซึ่งเสียงเรียกร้องให้มีการลงโทษฆาตกรขั้นสูงสุด คือประหารชีวิต ที่ไม่ได้บังคับใช้มานาน ถูกพูดถึง และกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม จนโฆษกศาลยุติธรรม ต้องมีการชี้แจงว่า การลงโทษ กับการบังคับโทษ แตกต่างกันอย่างไร และเป็นหน้าที่ของใคร

 

 

“โทษประหารชีวิต” ในประเทศไทย เป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดขั้นสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ในปี พ.ศ.2567 ไทยเป็นหนึ่งใน 53 ประเทศที่ยังคงโทษประหารชีวิต ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ โดยในอดีต จะประหารชีวิตด้วยการ “ยิงเป้า” และตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นวิธีฉีดยา มีนักโทษถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาไปแล้ว 7 คน รายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 เป็นนักโทษเด็ดขาดชายอายุ 26 ปี คดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้าย เพื่อชิงทรัพย์เหตุเกิดในพื้นที่ จ.ตรัง โดยการบังคับโทษประหารชีวิต ในครั้งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลาง กระแสสากลที่พยายามผลักดันยกเลิกโทษประหาร ด้วยข้ออ้าง การประหารชีวิต ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต

ในทางการเมือง คณะรัฐมนตรี ในปี 2567 เคยตีกลับข้อเสนอยกเลิกโทษประหาร ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่เชื่อว่าโทษที่มีความผิดร้ายแรงนั้น ส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน ดังนั้น ประเทศไทยจึงยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย เพียงแต่ห่างหายจากการบังคับโทษเท่านั้น

“นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ก็รีบโหนคดีนี้ทันที ลั่นจะต้องลงโทษสูงสุดให้สาสมกับกรรมที่ทำไว้ เพราะมันไม่ใช่แค่ 2 ศพ แต่เป็น 5 ศพพร้อมกับส่งสัญญาณยืนเคียงข้างประชาชนว่า “ประชาชนคิดอย่างไร ตนเองก็คิดอย่างนั้น” และย้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการสูงสุดให้เร่งทำคดีให้เร็วที่สุด

ล่าสุดวันนี้ มูลนิธิองค์กรทำดี, กลุ่มสายไหมต้องรอด, ชมรมสันติประชาธรรม, มูลนิธิเป็นหนึ่ง, กลุ่มไทยไม่ทน,กลุ่มจ่าคิงส์ สะพานใหม่, ชมรมมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม (ศูนย์ส่งกลับใจภักดี) และ มูลนิธิวินวิน ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจังในคดีฆาตกรรมอุกฉกรรจ์ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์ก่อเหตุซ้ำซาก โดยมี ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา และตัวแทนพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังไม่ได้ลบโทษประหารชีวิตออกจากกฎหมาย แต่บางประเทศกลับไม่มีการประหารนักโทษมาเป็นเวลาหลายสิบปี ประเทศในลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ตามเกณฑ์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศที่เข้าข่าย ต้องไม่มีการประหารชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี และต้องเชื่อได้ว่ารัฐมีนโยบาย หรือแนวปฏิบัติที่จะไม่กลับมาประหารชีวิตอีก และเกณฑ์ดังกล่าวยังครอบคลุมประเทศที่ประกาศพันธกรณีระหว่างประเทศ ว่าจะไม่ใช้โทษประหาร แม้กฎหมายภายในยังไม่ได้ยกเลิกโทษนี้ก็ตาม

จากข้อมูลเมื่อปลายปี 2025 มีประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร สำหรับความผิดทุกประเภทแล้ว 113 ประเทศ และเมื่อรวมกับประเทศที่ยกเลิกในทางปฏิบัติด้วย จะมีทั้งหมด 145 ประเทศทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทย ไม่มีการประหารชีวิตมาแล้ว ประมาณ 8 ปี 1 เดือน จึงยังไม่ครบเกณฑ์ 10 ปี และยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีโทษประหารชีวิต ตามบัญชีของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และจากข้อมูลกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 23 มิ.ย.2569 ไทยมีจำนวนนักโทษประหารชีวิต จำนวน 480 คน (ชาย 419 คน หญิง 61 คน) ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 คน ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 คน และนักโทษเด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้ว 28 คน

ดังนั้น จากคดีสะเทือนขวัญที่ชลบุรี ซึ่งรวมแล้ว 5 ศพ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทย เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตอีกครั้ง หลัง นายกฯ และ องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ มีความเคลื่อนไหว และเรียกร้องให้ลงโทษฆาตกรในคดีนี้ขั้นสูงสุด

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่