“ศิริกัญญา” สับระบบบัตรคนจนเละ ชี้เกณฑ์แข็งตัวทำคนจนจริงตกหล่น แนะใช้ระบบคะแนนคัดกรอง จี้รัฐเคลียร์ข้อมูลก่อนโยนภาระอุทธรณ์ให้ประชาชน
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน วิจารณ์การดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาลอย่างหนัก โดยระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าระบบคัดกรองผู้มีสิทธิ “เละเทะ” และใช้หลักเกณฑ์ที่แข็งตัวเกินไป จนทำให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนจริงจำนวนมากถูกตัดสิทธิ พร้อมเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบ “ให้คะแนน” แทนการใช้คุณสมบัติแบบผ่านหรือไม่ผ่านอย่างตายตัว เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า การที่รัฐบาลต้องออกมาปรับหลักเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถยนต์เก่า รถจักรยานยนต์ หรือการพิจารณาคุณสมบัติของนักศึกษาที่ยากจน สะท้อนชัดว่าระบบมีปัญหาตั้งแต่ต้น เนื่องจากตั้งเป้าคัดคนออกให้ได้มากที่สุดตามกรอบงบประมาณที่กำหนดไว้ จึงเกิดผลกระทบกับประชาชนที่สมควรได้รับสิทธิ พร้อมมองว่า ปัญหาอีกด้านคือข้อมูลที่รัฐบาลนำมาใช้พิจารณาสิทธิยังขาดความถูกต้อง เพราะเป็นข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่ไม่ได้ตรวจสอบความครบถ้วนและความแม่นยำก่อน ส่งผลให้ประชาชนต้องเสียเวลาเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง ทั้งที่ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากประชาชน
“รัฐบาลควรตรวจสอบและทำความสะอาดข้อมูลของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน ไม่ใช่โยนภาระให้ประชาชนต้องพิสูจน์สิทธิของตัวเองภายหลัง”
รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังเห็นว่า การใช้เกณฑ์แบบตายตัว เช่น การมีรถเกิน 1 คัน หรือมีหนี้เกิน 100,000 บาท ไม่สามารถสะท้อนความยากจนที่แท้จริงได้ เพราะสภาพความเดือดร้อนของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน บางคนมีทรัพย์สินแต่ไม่สามารถนำไปสร้างรายได้ หรือบางคนมีรายได้น้อยแต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์บางข้อเพียงข้อเดียว โดยเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเปลี่ยนมาใช้ระบบการให้คะแนน (Scoring System) โดยประเมินจากหลายปัจจัยประกอบกัน แล้วจัดลำดับความเดือดร้อน แทนการกำหนดว่าต้องผ่านคุณสมบัติทุกข้อ จึงจะได้รับสิทธิ ถ้าจะทำโครงการแบบพุ่งเป้า ก็ต้องมีข้อมูลที่แม่นยำและวิธีคัดกรองที่ละเอียดอ่อนมากพอ ไม่เช่นนั้นความตั้งใจช่วยคนจน ก็จะกลายเป็นว่าคนจนจริงกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือ
สำหรับข้อจำกัดด้านงบประมาณ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า เข้าใจว่ารัฐบาลตั้งวงเงินโครงการไว้ประมาณ 42,000 ล้านบาท ทำให้รองรับผู้มีสิทธิได้ราว 9-10 ล้านคน แต่เมื่อรัฐบาลยอมรับเองว่า หากมีผู้ผ่านเกณฑ์มากกว่านี้ก็สามารถขยายงบประมาณได้ จึงเห็นว่าควรกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง
นอกจากนี้ ยังวิจารณ์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาลเตรียมใช้รองรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมองว่าเป็นเพียง “รางวัลปลอบใจ” ที่มีระยะเวลาดำเนินโครงการเพียง 2 เดือน และยังมีข้อจำกัดที่ประชาชนต้องร่วมจ่ายอีก 40% ทำให้หลายคนไม่สามารถเข้าร่วมได้
น.ส.ศิริกัญญา ชี้ว่า สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ รัฐบาลกลับใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัสมากกว่างบช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึงประมาณ 4 เท่า ทั้งที่โครงการบัตรคนจนควรเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุด พอรัฐบาลบอกว่าจะช่วยแบบพุ่งเป้า ก็เข้มงวดจนคนจนจริงตกหล่น แต่พอเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัสกลับใช้เงินจำนวนมากแบบหว่านแห แล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาภายหลัง แบบนี้ไม่ใช่วิธีคิดเชิงนโยบายที่รอบคอบ
ส่วนกรณีรัฐบาลขยายเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 กันยายน น.ส.ศิริกัญญา มองว่า แม้จะช่วยบรรเทาปัญหาในระดับหนึ่ง แต่หากข้อมูลของหน่วยงานรัฐยังไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะต้นเหตุอยู่ที่ฐานข้อมูลของภาครัฐ ไม่ใช่ที่ประชาชน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลของ กศน. ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งพบว่ามีปัญหาเช่นเดียวกัน ก่อนเปิดรับคำร้องอุทธรณ์จากประชาชน เพื่อไม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องแบกรับภาระจากความผิดพลาดของระบบราชการอีกต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news