เอาความมั่นใจมากจากไหน! “เท้ง”ลั่น ซักฟอกรอบนี้รัฐบาลมีสิทธิ์ล้ม

การเมือง ข่าว
“เท้ง”ซัดรัฐบาล-สว.-กกต. “ผลัดกันเกาหลัง”คดีฮั้ว สว. ขู่เป่าคดีเจอวิกฤตศรัทธา ลั่น ซักฟอกรอบนี้รัฐบาลมีสิทธิ์ล้ม จ่อยื่น ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ปิดเวทีฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด-แก่-เจ็บ-โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” ด้วยการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต พร้อมชี้ว่าบทพิสูจน์สำคัญอยู่ที่การจัดการคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคดีทุจริตรอบตัวรัฐบาล ซึ่งหากปล่อยให้จบลงด้วยการ “เป่าคดี” จะสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง แม้รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ไม่ใช่คำพูด หากเป็น “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจริง โดยตลอดเวทีเสวนาวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตจำนวนมากล้วนวนเวียนอยู่ในกระทรวงมหาดไทย หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดรัฐบาล

 

“วันนี้สังคมกำลังจับตาว่า การตรวจสอบจะสาวไปถึงคนที่อยู่ในวงในของรัฐบาลหรือไม่ หรือสุดท้ายจะมีเพียงนายหน้าและข้าราชการระดับล่างที่ต้องรับผิด ขณะที่คนตัวใหญ่ยังลอยนวล”

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญคือคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งคาดว่าช่วงต้นเดือนกันยายน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติออกมา โดยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการตรวจสอบในครั้งนี้มีลักษณะคล้าย “ผลัดกันเกาหลัง” เนื่องจาก กกต. ชุดปัจจุบันได้รับการคัดเลือกจาก สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาในคดีเดียวกัน โดยรัฐบาลอาจบอกว่าไม่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ แต่ต้องไม่ลืมว่า สว. ที่กำลังถูกตรวจสอบเป็นผู้เลือก กกต. และ สว. หลายคนก็มีความเชื่อมโยงกับคนในรัฐบาล หากสุดท้าย กกต. เป่าคดีฮั้ว สว. ก็ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ในการปราบปรามคอร์รัปชัน

 

ส่วนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนเตรียมดำเนินการอย่างเข้มข้น แต่จะเลือกจังหวะตามสถานการณ์ทางการเมือง พร้อมระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งหลายประเด็นที่ฝ่ายค้านติดตาม ไม่ว่าจะเป็นคดี “ช่วยสีน้ำเงินด้วย” การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น การพยายามสอดไส้โครงการใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

 

รวมถึงปัญหาทุจริตงานทะเบียน ล้วนวนเวียนอยู่รอบตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งหากดูจากใบเสร็จของคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ รัฐบาลปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ และลงโทษให้สังคมเห็นอย่างเป็นรูปธรรม

 

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีว่า ไม่ขัดข้องกับการดึงดูดการลงทุนด้าน AI แต่เห็นว่าการเจรจาไม่ควรมุ่งเฉพาะการดึงเม็ดเงินสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะประโยชน์ต่อประเทศไทยอาจมีจำกัด พร้อมมองว่า สิ่งที่ไทยควรใช้เป็นแต้มต่อ คือ การพัฒนาโครงสร้างพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม AI ในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้สื่อสารว่าจะใช้โอกาสพบผู้นำจีนหารือปัญหาสำคัญอื่น ๆ เช่น การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก และการปราบปรามทุนสีเทา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังจับตา

 

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนได้ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกให้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยแล้ว และฝ่ายจีนได้ส่งข้อมูลต่อไปยังรัฐบาลจีนเรียบร้อยและยืนยันว่าการพูดคุยกับสถานทูตจีนไม่ใช่การ “ฟอกขาว” ให้รัฐบาลจีน แต่เป็นการใช้การทูตเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหา โดยเห็นว่าบทพิสูจน์สำคัญอยู่ที่รัฐบาลไทยว่าจะเดินหน้าประสานงานกับจีนและเมียนมาหรือไม่

สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport นายณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า พรรคประชาชนอยู่ระหว่างยกร่างคำร้องเพื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยจะประกาศรายละเอียดอีกครั้งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ แม้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. จะสามารถเริ่มตรวจสอบได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ร้อง แต่ฝ่ายค้านก็ต้องการรวบรวมข้อมูลให้รัดกุมก่อนยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ

 

ส่วนกรณีที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และ น.ส.รักชนก ศรีนอก ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายภาวุธแล้วในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า ประเด็นสำคัญของพรรคประชาชนไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน แต่คือความผิดปกติในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การลดสเปก และข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ

 

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การมีความเห็นแตกต่างกันภายในพรรคเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ส่วนตัวหรือพื้นที่สาธารณะ แต่ทุกฝ่ายยังมีเป้าหมายร่วมกันในการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ ขณะถ้อยคำที่ น.ส.รักชนก ใช้ในการโพสต์ค่อนข้างรุนแรง จำเป็นต้องมีการตักเตือนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบเพียงว่า พรรคมีการพูดคุยกันภายในมาโดยตลอด และไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่