ลุยสอบปม “พ่อทิพย์” หากพบแจ้งเท็จ เตรียมเอาผิด รพ.

ทั่วไป ข่าว

 

สธ.ลุยสอบปม “พ่อทิพย์” แจ้งเกิดเด็กต่างชาติในไทย หากพบแจ้งเท็จ เตรียมถอนสัญชาติ-เอาผิด รพ.

 

 

เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นที่หลายคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับ “สิทธิการได้สัญชาติไทย” ของเด็ก และอาจเชื่อมโยงกับขบวนการแอบอ้างคนไทยเป็นพ่อ เพื่อให้เด็กต่างชาติได้รับสิทธิในประเทศไทย ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่า หากพบการกระทำผิด จะดำเนินคดีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. ได้เร่งตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่ถูกพาดพิงทั้งหมด 6 แห่ง โดยเริ่มเข้าตรวจสอบแล้ว 2 แห่ง และจะดำเนินการให้ครบทั้งหมดภายในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ พร้อมย้ำว่า จากข้อมูลในขณะนี้ ยังไม่พบว่าโรงพยาบาลของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

การตรวจสอบจะพิจารณาเอกสารทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิด ทั้งเวชระเบียน ใบรับรองการเกิด และรายละเอียดการคลอด ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีผู้ทำคลอดลงนามรับรอง มีแพทย์ยืนยัน และผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงนามกำกับอีกชั้นหนึ่ง รวมถึงตรวจสอบข้อมูลบิดา และมารดาที่ระบุไว้ในเอกสาร โดยเฉพาะกรณีที่ “แม่เป็นชาวต่างชาติ แต่ระบุว่าพ่อเป็นคนไทย” เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อาจทำให้เด็กได้รับสัญชาติไทย จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า
เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง หรือมีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้สิทธิทางกฎหมาย

หากพบข้อสงสัย เจ้าหน้าที่สามารถประสานตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดาได้ โดยหากผลตรวจยืนยันว่าไม่ใช่พ่อที่แท้จริง ก็จะเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กตามกฎหมาย พร้อมขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังจะตรวจสอบบทบาทของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แพทย์ผู้ทำคลอด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้ดำเนินการ และผู้ประกอบการโรงพยาบาล ว่ามีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือไม่ เพราะหากพบว่ามีการร่วมกระทำผิดหรือรับรองข้อมูลอันเป็นเท็จ อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริหารหรือผู้ดำเนินการโรงพยาบาลมีส่วนรู้เห็น
ก็อาจถูกพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลได้

เบื้องต้น สบส.ได้รับเอกสารจากโรงพยาบาลเอกชนแล้ว 2 แห่ง โดยพบเคสที่เข้าข่าย ต้องตรวจสอบรวม 200 ราย แบ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรก 196 ราย และอีกแห่ง 4 ราย ซึ่งทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยหากพนักงานสอบสวนเห็นว่า ยังมีประเด็นต้องพิสูจน์เพิ่มเติม ก็จะประสานให้มีการตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันความเป็นบิดาต่อไป

ส่วนประเด็นการอุ้มบุญ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า จากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับคดีนี้ เนื่องจากเป็นการคลอดตามปกติ ไม่ใช่การตั้งครรภ์ด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ IVF จึงยังไม่ถือเป็นประเด็นหลักในการสอบสวนครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแจ้งเกิด แต่เกี่ยวพันกับการได้สัญชาติไทย และสิทธิที่คนไทยพึงได้รับ จึงเป็นเหตุผลที่ทุกขั้นตอนต้องถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่