“ปกรณ์” บ่ายนี้สรุปผลสอบทุจริตสอบเขัาท้องถิ่นเฟสแรก “ยุทธนา” ระบุ ดีเอสไอดูฉ้อโกง หากเป็นคดีพิเศษ ดูเส้นเงินด้วย ยันแนวคิดปรับสวัสดิการข้าราชการมีตัวเลือก ไม่บังคับ มอง แพทย์-ตร.-ขรก.ประจำใช้ระบบเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้ ต้องอิงตามลักษณะงาน เผยไทม์ไลน์อยู่ระหว่างรับฟังความเห็น ย้ำไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 2/2569ในช่วงบ่ายวันนี้ว่า การประชุมวันนี้ที่จะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน คณะทำงาน จะมึเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสรุปเบื้องต้น ว่าผลของการสอบสวนมีอะไรบ้างหรือพบอะไรที่น่าตกใจหรือไม่ โดยจะรายงานให้นายกฯรัฐมนตรีทราบในเบื้องต้นถึงการตรวจสอบ ส่วนรายงานฉบับต่อไปจะรายงานช่องว่างที่เราพบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ล็อตแรกมีอะไรที่น่าตกใจหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตนยังไม่เห็น หลังจากการประชุมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งซึ่งยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้ เดี๋ยวจะเสียขบวน ด้านพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าว ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น จะต้องมาร่วมกับทางตำรวจด้วยหรือไม่ว่า จะต้องเชิญหลายหน่วยมาหากรับเป็นคดีพิเศษ ส่วนวันที่ 15 ก.ค.นี้จะต้องมีรายงานถึงนายปกรณ์หรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่แค่ในชั้นสืบสวน ซึ่งเป็นคนละกรณีกับตำรวจสอบสวนกลาง ในส่วนของตนรับสืบสวนในกรณีที่มีลักษณะฉ้อโกง ส่วนเรื่องเส้นทางการเงิน หากรับเป็นคดีพิเศษ
ทางดีเอสไอก็ต้องทำด้วย
นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีกรมบัญชีกลางเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นการพิจารณาปรับแก้ พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เพื่อลดค่าใช้จ่าย ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเราจะได้ข้อมูลกลับมาแยกแยะความต้องการของแต่ละคนเป็นอย่างไร สุดท้ายจะนําความเห็นทั้งหมดมาพิจารณาว่ามีความต้องการกี่ประเภท มีอะไรบ้าง จัดกลุ่มอย่างไร และจะบริหารจัดการต่อไปอย่างไร ซึ่งจะต้องใช้เวลาสักระยะ ไม่ได้ชัดเจนภายใน 1-2 วัน เพราะเราต้องคิดให้เยอะ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า จากที่รับฟังความคิดเห็นมา บางคนบอกอยากได้บํานาญ หรือบางคนคิดว่าสามารถบริหารเงินของเขาได้ดีกว่า เป็นเรื่องที่เราต้องรับฟังทั้งหมด ยืนยันว่าเป็นการใช้เหตุผล ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือดราม่า
ส่วนกรณีที่มีเสียงสะท้อนว่า หากคุมเข้มเรื่องสวัสดิการมาก จะทําให้คนเก่งไม่กล้าเข้ามาในระบบราชการนั้น นายปกรณ์ มองว่า ไม่แน่ เป็นการคาดคิดไปก่อน แต่ส่วนตัวคิดว่าคนที่อยู่ในระบบมานาน และใกล้เข้าบํานาญคงไม่อยากเสียเวลานั้น ส่วนข้าราชการใหม่ที่เข้ามาก็จะดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ และจะมีตัวเลือกให้เลือก
นายปกรณ์ ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงการจ้างงานในระบบราชการ ว่า ตามกฎหมายของ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นการจ้างอย่างเดียวกัน ทุกคนจ้างเหมือนกัน รายได้ตอบแทนคล้ายกัน แต่ลักษณะงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยใช้ระบบโบราณ ระบบเดียวใช้กับทั้งหมด จึงทําให้เกิดปัญหา เช่น บุคลากรทางการแพทย์พยาบาลที่เข้าเวร ตํารวจเข้าเวร ข้าราชการประจำ เมื่อใช้ระบบเดียวกันจึงเกิดปัญหา ฉะนั้นจึงควรมีความหลากหลายในการบริหารจัดการมากกว่านี้ โดยตนได้มอบให้ ก.พ. ไปพิจารณาว่าระบบควรเป็นอย่างไรและปรับอย่างไร แต่ที่แน่ๆ จะไม่ใช่ระบบเดียวใช้กับทั้งหมดแน่นอน เพราะระบบการจ้างจะต้องทําให้สอดคล้องกับลักษณะงาน
ส่วนความชัดเจนที่จะต้องดําเนินการให้ทันในปีงบประมาณ 2570 นายปกรณ์ กล่าวว่า จะพยายามให้ทัน เพราะเวลาทํางานจะต้องมีเป้าหมายไม่ใช่ดูข้อมูลหรือพูดไปเรื่อยแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ยืนยันว่าจะไม่บังคับให้ทุกคนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะมีตัวเลือกให้เลือก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews