เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครบ 2 ปี หวั่นปล่อยตกเปิดทาง

การเมือง ข่าว

 

ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ครบ 2 ปี เตือนจุดชี้ชะตา หวั่น กกต.-ดีเอสไอ ปล่อยคดีตกก่อนถึงศาล เท่ากับเปิดทางฮั้วการเมืองทั้งระบบ

 

 

คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดงานแถลงข่าวและเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว” โดยมีนักวิชาการ อดีต กกต. อดีต สว. และผู้ติดตามคดีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคืบหน้าของคดี โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สมัครหรือ สว.สำรอง แต่เป็นคดีที่กระทบต่อโครงสร้างการเมืองไทย เพราะหากบุคคลเข้าสู่อำนาจโดยมิชอบ ก็อาจใช้อำนาจดังกล่าวในการคัดเลือกองค์กรอิสระ แก้ไขรัฐธรรมนูญ และกำหนดทิศทางประเทศได้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การรวบรวมหลักฐาน แต่คือคำถามว่า คดีจะได้ไปถึงศาลหรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า กกต. มีกรรมการ 7 คน ซึ่ง 4 คนได้รับการรับรองจาก สว. ชุดปัจจุบัน ขณะที่คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีความเห็นสวนทางกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 โดยเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่มีความผิด

 

ส่วนในฝั่งดีเอสไอ แม้รับคดีเป็นคดีพิเศษและสอบพยานกว่า 700 ปาก แต่ภายหลังกลับสรุปสำนวนส่งฟ้องเพียง 8 คน ก่อนอัยการสั่งให้สอบเพิ่มเติม โดยนายพริษฐ์อ้างว่า ได้รับข้อมูลว่าดีเอสไอกำลัง “ปล่อยเกียร์ว่าง” รอมติของ กกต. ก่อนดำเนินการต่อ พร้อมย้ำว่า หากหน่วยงานตรวจสอบไม่ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล ทุกอย่างจะยุติลงโดยที่สังคมไม่มีโอกาสรับรู้ว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงใด

ภายในงาน นายพริษฐ์ ยังสาธิตการจำลองการเลือก สว. โดยใช้ “โพย” อ้างอิงจากภาพบันทึกในวันเลือก สว. พร้อมชี้ให้เห็นว่า ผลคะแนนและลำดับที่ปรากฏมีความสอดคล้องกับโพยจำนวนมาก และระบุว่า โพยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อเชื่อมโยงกับหลักฐานเรื่องการจ้างสมัคร การจัดที่พัก ค่าเดินทาง และการใช้เงินตอบแทน จะสะท้อนถึงกระบวนการที่เป็นระบบ

จากนั้น พยาน 4 ราย ได้ขึ้นให้ข้อมูลว่า ภายหลังการเลือก สว. ระดับจังหวัด มีเครือข่ายของพรรคการเมืองติดต่อผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบ ให้เดินทางเข้าพักโรงแรม พร้อมรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทน ก่อนมีการแจกโพยเพื่อนำไปใช้ในการลงคะแนนเลือก สว. ระดับประเทศ

 

 

ด้านนายทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การฮั้ว สว. เป็นการสมคบกันเป็นระบบ พร้อมเสนอให้ กกต. เปิดหีบบัตร ตรวจสอบคะแนนด้วยนักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ เพราะการที่ตัวเลขเรียงตรงกันหลายลำดับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และสามารถพิสูจน์ได้ในเวลาไม่นาน

 

ขณะที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ระบุว่า จากหลักฐานที่ปรากฏ เห็นความผิดอย่างน้อย 8 ประเด็น ทั้งการจ้างสมัคร การออกค่าใช้จ่าย การจัดเลี้ยง การแลกเปลี่ยนคะแนน การตั้งขบวนการ การจัดทำโพย การได้คะแนนตามโพย รวมถึงการเกี่ยวข้องของพรรคการเมืองและนักการเมือง พร้อมระบุว่า หาก กกต. เห็นหลักฐานทั้งหมดแล้วยังวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ได้

ด้าน นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. เห็นว่า หลักฐานที่นำเสนอสะท้อนถึงการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อครอบงำองค์กรอิสระและโครงสร้างอำนาจรัฐ พร้อมเปรียบเทียบว่า เป็น “การกินรวบ” ผ่านระบบทุนที่ไม่ต่างจากเผด็จการ

ขณะที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งคดีเลือกตั้งที่ไม่สุจริตไปยังศาลฎีกา หากไม่ดำเนินการ ทั้งที่มีหลักฐานเพียงพอ ผู้เสียหายสามารถฟ้อง กกต. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ พร้อมย้ำว่า หากเรื่องไม่ถูกส่งถึงศาลฎีกา สังคมก็จะไม่มีโอกาสเห็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่