นายกฯ ย้ำทุกหน่วยทำงานเป็นหนึ่งเดียว แก้ไฟใต้-ดูแลความปลอดภัยประชาชน เร่งเจรจาสันติสุข เผยอีก 30 วันส่งกุ้งไทยเข้า ‘มาเลเซีย’ ได้ พร้อมชี้ “ทักษิณ” ไปไหนก็เป็นสิทธิส่วนตัว
ภายหลังการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นภารกิจต่อเนื่องจากการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้หารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง การเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางบก ทางราง และทางเรือ ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวกับประเทศมาเลเซีย พร้อมตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างไทย-มาเลเซียให้เพิ่มเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกันนี้ ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชน ให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยย้ำว่าไม่ต้องการเห็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำ หรือมีข้อมูลคนละระบบ แต่ทุกหน่วยต้องเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนต้องเดินควบคู่กับมาตรการด้านความมั่นคง โดยต้องเร่งปราบปรามยาเสพติด อาวุธผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
สำหรับความคืบหน้าการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย หลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายใน 30 วัน โดยทั้งสองประเทศกำลังเร่งผลักดันให้สามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติได้ทันทีระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมายแล้วเสร็จ
ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ทั้งไทยและมาเลเซียเห็นตรงกันว่าต้องเร่งเดินหน้าการเจรจาสันติสุขควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมกำชับฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองให้แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน คำนึงถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และต้องไม่ปล่อยให้มีการลักลอบยาเสพติด อาวุธเถื่อน หรือการค้ามนุษย์ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว
ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางพบผู้นำหลายประเทศในอาเซียน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้มองเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะนายทักษิณเป็นอดีตผู้นำประเทศ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำหลายประเทศ และมีอิสระที่จะเดินทางไปพบใครก็ได้ในฐานะบุคคลทั่วไป ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนรัฐบาล

ขณะกรณีที่ปรากฏภาพนายทักษิณ พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อยู่ร่วมกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่เห็นมีเหตุผลที่จะต้องตั้งข้อสงสัย และไม่มองว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นการแสดงพลังทางการเมืองแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่า “ทั้งสามท่านก็ไปด้วยความเป็นมิตรกับผู้นำประเทศต่าง ๆ เท่านั้น”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ภาคใต้ ที่โรงแรมเดอะ ซิกเนเจอร์ โฮเทล แอร์พอร์ต เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 10 กรกฎาคม 2569
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียเป็นความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาภาคใต้ ครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง และการสร้างสันติสุข โดยภาคใต้มีศักยภาพเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค รัฐบาลมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับมาเลเซียเพื่อเพิ่มโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ และผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมย้ำว่า “ประตูแห่งโอกาสนี้ จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของภัยคุกคาม” ทุกภาคส่วนต้องสร้างความมั่นคงควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกำชับต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ” ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูล และแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมมอบ 8 นโยบายและข้อสั่งการ ดังนี้
1. รักษาความปลอดภัยประชาชนสูงสุด บูรณาการทุกหน่วยงาน ป้องกันเหตุเชิงรุก ไม่ปล่อยพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง
2. ยกระดับงานข่าวและระบบป้องกันเชิงรุก เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน สร้างระบบแจ้งเบาะแสที่ประชาชนไว้วางใจ
3. ยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โปร่งใส ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง
4. ปราบปรามยาเสพติดผ่าน Operation 90 Days ตัดวงจรผู้ค้า เครือข่าย นายทุน และเส้นทางการเงิน พร้อมป้องกันเด็กและเยาวชน
5. ยกระดับบริหารจัดการชายแดนผ่าน ศบค.ชด. เชื่อมโยงข้อมูล ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และสินค้าผิดกฎหมาย ควบคู่ความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง
6. พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่ความมั่นคง เชื่อมโยงพื้นที่ชายแดนใต้กับเศรษฐกิจภาคใต้ มาเลเซีย และภูมิภาค สร้างงาน สร้างรายได้
7. ใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลังการพัฒนา ส่งเสริมความเข้าใจ ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วม
8. บูรณาการการทำงานและติดตามผลอย่างเข้มข้น กำหนดเจ้าภาพ รับผิดชอบชัดเจน และรายงานผลต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการเตือนภัย การระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ และการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการใน 3 มิติ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้จาก “พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา” สู่ “พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ” พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้รัฐบาลสอบถามหรือสั่งการ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews