“วสวรรธน์”ตัดพ้อ รัฐบาลลดงบกลาโหม เพิ่มงบ ดีอี

การเมือง ข่าว
“วสวรรธน์” ชี้ รัฐบาลลดงบกลาโหม เพิ่มงบ ดีอี ถามชายแดนน้ำไหลไฟสว่างกี่โมง ชี้ คมนาคมไร้งบสร้างถนน แต่ใช้เงินพระ – ทหารแทน ด้าน “สิริพงศ์” ยันนายกฯ ให้ความสำคัญกับอธิปไตยไทย ย้อนอดคิดไม่ได้ ลงพื้นที่ไปทำคอนเทนต์

 

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม ช่วงกลางดึกวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทรวมพลัง กล่าวอภิปรายงบประมาณปี 70 ว่างบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้รับเพิ่ม ส่วนงบของกระทรวงกลาโหมกลับลดลงเกือบ 1,000 ล้านบาท เพราะอยากให้ทราบสถานการณ์ชายแดนยังไม่มั่นคง และนโยบายของกระทรวงกลาโหมที่บอกว่า น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์ ก็ต้องย้อนถามว่าน้ำไหลกี่โมง ไฟสว่างกี่โมง ทางจะดีกี่โมง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15-17 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีคณะรัฐมนตรีได้ลงไปในพื้นที่แถวเขาพระวิหาร ได้มีการไปถ่ายรูปกับบังเกอร์ ถนน เสาธง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากงบประมาณแต่มาจากเงินของพระสงฆ์

 

ส่วนงบประมาณในการทำถนนแนวชายแดนนั้น จากที่ตนเองได้ลงพื้นที่มีจำนวน 18 เส้นทาง ตั้งแต่ จ. บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ โดยมีการขอไประยะทางทั้งสิ้น 114 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 763 ล้านบาท จึงอยากขอความเมตตาจากส่วนที่ทำถนนทั้งกลุ่มทางหลวง ซึ่งเส้นทางที่สำรวจทั้งหมด 300 เส้นทาง ทำไปแล้ว 60 เส้นทาง โดยทหารช่างอยู่ระหว่างการดำเนินการ 72 เส้นทาง รวมเป็น 152 เส้นทาง ซึ่งเส้นทางเหล่านี้เป็นพระทำ ไม่มีงบประมาณของภาครัฐลงไปถึง หรือลงก็มีน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นงบจากทหารพัฒนาเคลื่อนที่ และทหารช่าง และตนก็ยังไม่เห็นอยู่ในร่างของงบประมาณปี 70 เลย ซึ่งหน่วยงานที่ควรจะทำอย่างกระทรวงคมนาคม และความรับผิดชอบของกรมทางหลวงอย่างเส้นทางหลวง 2214 เป็นทางเกวียนเก่าและอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ทั้งที่เป็นเส้นทางอพยพประชาชนจำนวนมากจากเหตุปะทะครั้งที่หนึ่ง แต่เส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายเลย ตนจึงอยากของบขยายไหล่ทาง ซึ่งใช้งบเพียง 60 ล้านบาทเท่านั้น

ต่อมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงว่า ที่มีเพื่อนสมาชิกพาดพิงว่ากระทรวงคมนาคมปล่อยปละละเลย ไม่ทำถนนหนทางให้กับพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น ต้องขอเรียนว่าตั้งแต่มีสถานการณ์ความไม่ปกติระหว่างชายแดนไทยกับกัมพูชา ไม่มีวันใดเลยที่ท่านนายกฯ ไม่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยของผืนแผ่นดินไทย หลายต่อหลายครั้งที่กระทรวงกลาโหมขอรับการสนับสนุนงบประมาณคืองบกลาง หรือไม่ว่าจะงบส่วนใด ซึ่งหากมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน นายกฯ กำชับว่าขอให้ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด

 

นอกจากนั้นกลไกต่างกัน สมัยก่อน สส. พรรคภูมิใจไทยตามแนวชายแดนมีจำนวนจำกัด แต่วันนี้องคาพยพในพื้นที่ชายแดนเป็นพรรคภูมิใจไทยแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ในทุกสัปดาห์จะมีการพูดคุยถึงปัญหาต่าง ๆ ซึ่งบางพื้นที่ เช่น พื้นที่เนิน 350 ที่ประชาชนและทหารต้องการถนนหนทาง ก็ได้มาปรึกษาหารือกัน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือเป็นพื้นที่อุทยาน ซึ่งทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคม เราไม่ได้มีกฎหมายพิเศษในการดำเนินการในพื้นที่บริเวณนั้น หมายความว่าต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่

 

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือเมื่อตั้งงบประมาณไปแล้วและจะดำเนินการ ถามว่าเอกชนผู้ใดที่จะอาสารับงานเข้าไปก่อสร้าง ก็เป็นความจำเป็นที่ต้องให้ทหารเข้าไปดำเนินการเอง ซึ่งนายกฯ เปิดช่องไว้ว่าฝ่ายความมั่นคงทำงบประมาณมาได้เลย ทางรัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนที่ระบุว่าก่อนเป็นรัฐบาลไปบ่อย หลังเป็นรัฐบาลไม่ไปเลย มิได้ครับ เพราะท่านนายกฯ มอบหมายไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเวลาที่ท่านติดภารกิจ บางทีนัดกันขึ้น ฮ. ไปดูช่องสะงำ ตนเป็นคนในพื้นที่ศรีสะเกษ ปกติทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะต้องมีคนขึ้นรถตู้ขึ้นไป แต่ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ชายแดน ไม่มีรถตู้สักคันที่จะไปวิ่งอยู่ด่านช่องสะงำ

 

“ผมเข้าใจว่าท่านขึ้นมาจากการไปปลุก ขออภัยไม่ใช่ ท่านไปลงพื้นที่ ไปดูเรื่องเกี่ยวกับชายแดนก็เข้าใจได้ แต่ถึงท่านบอกว่าไม่ได้ทำคอนเทนต์แต่ก็อดคิดไม่ได้จริง ๆ เพราะทุกวันนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญ แต่ละสัปดาห์ผมกลับบ้านเกือบทุกอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ก็จะมีกลุ่มต่าง ๆ ไปเจอพระ ไปเจอทหารขอน้ำเป็นคันรถ แต่เรื่องแบบนี้เราไม่ต้องประชาสัมพันธ์ การไม่ประชาสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำ เราดำเนินการเช่นเดียวกันและขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ปล่อยปละละเลยและท่านนายกฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับอธิปไตยของประเทศไทย” นายสิริพงศ์กล่าว

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา