สภาฯ ถกงบฯ 70 วันที่สอง รัฐบาลรับโครงสร้างงบฯ เข้าขั้น “ฝีแตก-หาเช้ากินค่ำ” เพราะปัญหาเรื้อรัง ชวนทุกฝ่ายปฏิรูปการคลังทั้งระบบ ย้ำงบจำกัดท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เดินหน้าต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังการอภิปรายวันแรกฝ่ายค้านวิพากษ์การจัดสรรงบประมาณอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างงบประมาณที่ถูกมองว่าไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และลดงบลงทุนลงอย่างมีนัยสำคัญ
ฝ่ายรัฐบาลใช้เวทีชี้แจงตอบโต้ โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ภาพสะท้อนที่ฝ่ายค้านเปรียบงบประมาณปี 2570 ว่าเป็น “ฝีแตก” หรือ “หาเช้ากินค่ำ” นั้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน และรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เพิ่งมีโอกาสจัดทำงบประมาณเต็มรูปแบบเป็นปีแรก และเห็นปัญหาไม่ต่างจากข้อสังเกตของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่ประเทศไทยจัดเก็บรายได้ได้เพียงประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ต้องใช้งบประมาณรวม 3.788 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลกว่า 7.88 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับรายจ่ายประจำและชำระหนี้เดิม จนเหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศน้อยลง รัฐบาลจึงยืนยันเลือกแนวทางรักษาวินัยการเงินการคลัง ด้วยการตรึงวงเงินกู้ไม่ให้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ต้องแลกกับการปรับลดงบลงทุนลงราว 70,000 ล้านบาท และทำให้เกือบทุกกระทรวงได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลง
นายภราดร ยังเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ ร่วมกันปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณทั้งระบบ ตั้งแต่การขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และปรับการใช้เงินนอกงบประมาณ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว พร้อมย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของงบกลางไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลมีงบใช้ตามอำเภอใจ เพราะส่วนใหญ่เป็นงบเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ขณะที่งบฉุกเฉินเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 ล้านบาทเท่านั้น
ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า รัฐบาลกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ท่ามกลางความท้าทายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตราคาพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเข้าสู่สังคมสูงวัย และปัญหาเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้นและการวางรากฐานระยะยาวควบคู่กัน แม้งบประมาณจะมีจำกัด พร้อมยกตัวอย่างมาตรการลดค่าครองชีพ การดูแลราคาสินค้าเกษตร การยกระดับห่วงโซ่การผลิต การผลักดันชุมชนต้นแบบด้านการเกษตร การพัฒนาเอสเอ็มอี และการปราบปรามธุรกิจนอมินี โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าหาตลาดส่งออกใหม่ ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม รวมถึงนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews