“ศิริกัญญา”ชำแหละงบฯ ปี 70 ชี้แผลเรื้อรังการคลังไทย

การเมือง ข่าว

 

“ศิริกัญญา”ชำแหละงบฯ ปี 70 ชี้แผลเรื้อรังการคลังไทย “ฝีแตก” หั่นงบลงทุน แต่ถนนยังนำโด่ง แฉตั้งงบหลอกตาสภา ก่อนควักเงินนอกงบอุดช่องโหว่

 

 

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยวิจารณ์ว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลยังไม่สะท้อนแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง พร้อมเปรียบสถานการณ์การคลังของประเทศว่าเป็น “แผลเรื้อรังที่ฝีแตก” และเตือนว่าหากไม่เร่งปฏิรูปการคลัง ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า แม้งบประมาณปี 2570 จะเพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 79,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลยังคงกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การอ้างวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อรองรับการขาดดุลจำนวนมากอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะหลังรัฐบาลได้เปิดกรอบกู้เงินเพิ่มเติมถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของจีดีพีกลายเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาการใช้จ่ายของรัฐอย่างชัดเจน โดยรายจ่ายลงทุนถูกปรับลดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาท ส่งผลให้การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวหารัฐบาลในอดีตว่าเคยใช้วิธี “ตั้งงบหลอกตาสภา” ด้วยการตั้งตัวเลขรายจ่ายประจำให้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วใช้เงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยภายหลัง หรือที่เปรียบเปรยว่าเป็นการ “ควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่” มาใช้ แต่ในปีงบประมาณ 2570 ไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้อีก จึงต้องตั้งงบให้สะท้อนตัวเลขจริงมากขึ้น พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้งบประมาณโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่หน่วยงานของรัฐจำนวนมากกลับถูกปรับลดงบประมาณ โดยกว่า 70% ของหน่วยรับงบได้รับงบลดลงทั้งในส่วนรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ขณะที่หน่วยงานที่ได้รับงบเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นงบกลางและงบด้านบุคลากร เช่น งบบำเหน็จบำนาญและเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รวมถึงงบชำระดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเพียงการปรับตัวเลขให้สอดคล้องกับรายจ่ายจริง ไม่ใช่งบสำหรับโครงการพัฒนาใหม่

น.ส.ศิริกัญญา ยังวิจารณ์ว่า รัฐบาลยังไม่มีโครงการใหม่ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง หลายโครงการเป็นเพียงการนำโครงการเดิมมาต่อยอดด้วยการเติมคำว่า “พลัส” ต่อท้าย ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ จนเปรียบว่า “แค่มีคำว่า AI เหมือนรหัสเอทีเอ็ม ก็ได้รับงบมากขึ้น”

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการคลังของประเทศอย่างจริงจัง โดยเตือนว่าหากยังปล่อยให้รายได้ของรัฐเติบโตไม่ทันรายจ่าย รายจ่ายประจำยังคงเพิ่มขึ้น และการขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับสูง ประเทศจะเข้าสู่วงจรปัญหาซ้ำซากที่ไม่เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนใหม่ ส่งผลให้การพัฒนาประเทศ การลดหนี้สาธารณะ และการลดการขาดดุลงบประมาณเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา