“สว.นพดล”มั่นใจไทยไม่เสียเปรียบคดีทะเลกับกัมพูชา ชู 2 อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลโลกนั่งทีมผู้ประนอมฯ ชี้ประสบการณ์สูง ย้ำแนวคิดแบ่งผลประโยชน์ก่อนปักปันเขตแดนทำได้ยาก
นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย และนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะ เพื่อเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) ในกรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา
นายนพดล กล่าวว่า การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองมีความเหมาะสม เนื่องจากนายสีหศักดิ์มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศอย่างยาวนาน ขณะที่นายทรงชัยเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ จึงมีความรู้และข้อมูลทางกฎหมายระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการแต่งตั้งกรรมาธิการผู้ประนอมฝ่ายไทย 2 คน ได้แก่ Judge Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากแอฟริกาใต้ และ Judge Rudiger Wolfrum นักกฎหมายชาวเยอรมันนั้น นายนพดล ระบุว่า ทั้งสองเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยต่างเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศมาแล้ว
“นาน ๆ ครั้งที่จะมีการเสนออดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระดับโลกพร้อมกันถึง 2 คน ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญสูง โดยหนึ่งในนั้นเคยทำหน้าที่ผู้ประนอมภาคบังคับในกรณีข้อพิพาทระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ”
ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ วุฒิสภา ยืนยันว่า ไทยไม่มีเหตุให้เสียเปรียบในกระบวนการดังกล่าว และในบางมิติอาจถือว่ามีความพร้อมและความได้เปรียบจากบุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยซ้ำ พร้อมเชื่อมั่นว่าผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนจะปฏิบัติหน้าที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบของ UNCLOS อย่างเคร่งครัด
สำหรับข้อเสนอจากฝ่ายกัมพูชาที่มีแนวคิดให้มีการหารือเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันก่อนการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล นายนพดลมองว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากตามหลักสากลจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ทับซ้อนและเขตอำนาจทางทะเลให้ชัดเจนเสียก่อน จึงจะสามารถหารือเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ได้
ทั้งนี้ หากยังไม่มีการลากเส้นเขตแดนที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าพื้นที่ทับซ้อนอยู่ตรงไหน ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะคัดค้านแนวทางดังกล่าว และยืนยันให้เป็นไปตามหลักกติกาสากล
นอกจากนี้ นายนพดลยังกล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาไทยในการตอบโต้ข้อมูลจากต่างประเทศ โดยระบุว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงและตอบโต้ข้อมูลที่อาจสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย และหากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน หรือข่าวปลอมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและวุฒิสภา เราพร้อมออกมาชี้แจงและตอบโต้ในทุกประเด็น เพื่อให้ทั้งสังคมไทยและสังคมโลกได้รับทราบข้อเท็จจริง
พร้อมเปิดเผยว่า วุฒิสภาได้เชิญเอกอัครราชทูตจากประเทศอาเซียนบวกสาม รวม 12 ประเทศ เข้ารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับการยกเลิก MOU 44 ซึ่งได้รับความเข้าใจเป็นอย่างดี และจะช่วยถ่ายทอดข้อมูลต่อไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยหลังจากวุฒิสภามีมติเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 44 แล้ว ไทยจะสามารถใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศและกติกาสากลเป็นช่องทางสำคัญในการหาข้อยุติข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชาได้มากขึ้น โดยเชื่อว่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่ากรอบการเจรจาเดิม ซึ่งที่ผ่านมา MOU 44 ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการกำหนดเส้นเขตแดน แต่เมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการสากลที่มีมาตรฐานชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ข้อยุติที่เป็นธรรมและยอมรับได้มากขึ้น
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews