“ปานเทพ” จับตา 3 ปมสำคัญคดี “ทนายตั้ม” ฉ้อโกง “เจ๊อ้อย”

อาชญากรรม ข่าว

 

“ปานเทพ”พร้อมทีม “ทนายเจ๊อ้อย” ลุ้นคำพิพากษา “ทนายตั้ม” คดีฉ้อโกง พร้อมจับตา 3 ปมสำคัญ ชี้ผลคดีส่งผลถึงข้อหาฟอกเงิน

 

 

วันนี้ ( 11 มิ.ย.69) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดเผยก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาคดีที่ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” กล่าวหา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” และพวกร่วมกันกระทำความผิดว่า เบื้องต้นฝ่ายผู้เสียหายน้อมรับคำพิพากษาของศาลไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งพนักงานอัยการ ทีมทนายความ และผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 1 ปี เพื่อติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว

นายปานเทพ กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างใช้สิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นในวันนี้จึงต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลก่อน จึงจะสามารถประเมินผลและกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ โดยยังไม่ต้องการแสดงความเห็นล่วงหน้าถึงผลคดี

“เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ในส่วนของฝ่ายโจทก์ก็เชื่อว่าได้ทำดีที่สุด ส่วนฝ่ายจำเลยก็คงเชื่อว่าตนเองได้ต่อสู้อย่างเต็มที่เช่นกัน สุดท้ายคำพิพากษาของศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้” นายปานเทพ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึง น.ส.จตุพร หรือเจ๊อ้อย นายปานเทพ ระบุว่า วันนี้เจ๊อ้อยไม่ได้อยู่ในประเทศไทย จึงได้มอบอำนาจให้ตนเองและ น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุ้ย” เป็นผู้แทนเข้ารับฟังคำพิพากษา

ส่วนการประเมินแนวโน้มคำพิพากษาจากพยานหลักฐานที่นำสืบในชั้นศาลนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากคดีนี้มีหลายกรรมและมีรายละเอียดจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นแรก คือ คดีนี้เป็นคดีฉ้อโกงหลายกรรม แต่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับทนายตั้มในข้อหา “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” ซึ่งถือเป็นคดีสำคัญและถูกจับตามอง เนื่องจากหากศาลวินิจฉัยว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ก็อาจส่งผลเชื่อมโยงไปถึงความผิดฐานฟอกเงินได้ แต่หากไม่เข้าข่าย ก็อาจเหลือเพียงความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไป

ประเด็นที่สอง คือ ศาลจะมีคำพิพากษาในแต่ละกรรมอย่างไร จะยกฟ้องหรือพิพากษาลงโทษทั้งหมดหรือเพียงบางกรรม ซึ่งเป็นรายละเอียดสำคัญที่ต้องติดตาม

ประเด็นที่สาม คือ ผู้ต้องหารายอื่นหรือจำเลยที่เกี่ยวข้องในคดี จะถูกพิพากษาลงโทษทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งสาระสำคัญของคำพิพากษาในวันนี้

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ หากศาลเห็นว่ามีการใช้ความรู้ทางกฎหมายหรือสถานะทางวิชาชีพไปกระทำต่อประชาชนที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ศาลจะกำหนดแนวทางในการพิจารณาและการลงโทษอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นที่สังคมและวงการกฎหมายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลในวันนี้ เพราะผลของคดีจะมีความหมายต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในอนาคต” นายปานเทพ กล่าว

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่