ภาค ปชช.ร้องสภาฯ สอบข้อมูลสิทธิ์สุขภาพรั่ว 67 ล้านคน

ข่าว
ภาคประชาชนร้องสภาฯ สอบข้อมูลสิทธิ์สุขภาพรั่ว 67 ล้านคน “อลงกต” นัดหน่วยงานแจงด่วนสัปดาห์หน้า

 

ภาคประชาชน นำโดย นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เข้ายื่นหนังสือต่อ นายอลงกต มณีกาศ ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนรั่วไหลจำนวนกว่า 67.1 ล้านราย พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อเท็จจริงและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วน

 

นายธนารัตน์ เปิดเผยว่า ช่องโหว่ที่ตรวจพบสามารถค้นหาข้อมูลประชาชนได้เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชนหรือชื่อ-นามสกุล โดยข้อมูลที่เข้าถึงได้ประกอบด้วยเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สิทธิการรักษาพยาบาล รวมถึงข้อมูลบิดามารดา ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ตนได้จัดทำรายงานแจ้งเตือนช่องโหว่ดังกล่าวต่อหน่วยงานต้นสังกัดเป็นครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ โดยประเมินว่ามีความรุนแรงในระดับวิกฤต พร้อมระบุว่า แม้ช่องโหว่ทั้งสองครั้งจะเกิดจากคนละระบบและใช้เทคนิคการเข้าถึงข้อมูลแตกต่างกัน แต่เป็นฐานข้อมูลชุดเดียวกันหรือมีความเชื่อมโยงกัน สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบในการควบคุมและป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

ดังนั้น นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ตนเคยแจ้งเหตุข้อมูลรั่วไหลจากฐานข้อมูลชุดเดียวกันมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การเกิดเหตุซ้ำอีกครั้งแสดงให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด ครอบคลุมประชากรราว 67.1 ล้านคน หรือแทบจะทั้งประเทศ

 

นายธนารัตน์ ยังระบุว่า ขณะนี้พบข้อมูลบางส่วนถูกนำไปเผยแพร่และซื้อขายในตลาดมืดแล้ว จึงเรียกร้องให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลเปิดเผยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน พร้อมชี้แจงว่าได้ดำเนินการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ภายในกรอบ 72 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

 

พร้อมกันนี้ ยังชี้ว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์อย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้ข้อมูลประชาชนรั่วไหลตั้งแต่ต้นทาง

ด้านนายอลงกต กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญกับกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ แนวทางที่คณะกรรมาธิการจะผลักดันต่อจากนี้ ประกอบด้วย การยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเพิ่มมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ การจัดทำกลไกแจ้งเตือนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหล ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขณะที่ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ข้อมูลภาครัฐรั่วไหลเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่แทบไม่เคยเห็นหน่วยงานรัฐออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันมีแฮ็กเกอร์จำนวนมากที่สามารถเจาะระบบและนำข้อมูลประชาชนไปขายในตลาดมืดในราคาถูกเพียงหลักสิบบาทต่อรายการ ส่งผลให้มิจฉาชีพและสแกมเมอร์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อยอดในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ได้ง่ายขึ้น พร้อมย้ำว่าคณะกรรมาธิการจะติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังและเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงโดยเร็ว

 

 

ด้าน นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่รั่วไหลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตั้งแต่ต้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบทั้งในมิติของกฎหมาย กระบวนการปฏิบัติงาน และสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเอง พร้อมเห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มแข็งมากขึ้น

 

ทั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุข้อมูลรั่วไหลดังกล่าว นายธนารัตน์ ระบุเพียงว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชน โดยเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามย้ำว่าเกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ เจ้าตัวตอบเพียงว่า “น่าจะชัดมากแล้วนะครับ”

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่