“ภัณฑิล” จี้ กกต. แจงประเมิน”แสวง”สงสัยเปลี่ยนตัวกลางคดีฮั้ว สว.

การเมือง ข่าว
“ภัณฑิล” จี้ กกต. แจงปมประเมิน “เลขาฯ แสวง” สงสัยโยนหินถามทาง เปลี่ยนตัวกลางคดีฮั้ว สว. หวั่นแช่แข็งสำนวน-สร้างสุญญากาศเลือกตั้ง

 

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน แถลงตั้งข้อสังเกตต่อกระแสข่าวการประเมินผลการทำงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องที่เลขาธิการ กกต. จะอยู่หรือไป แต่เป็นคำถามว่าการดำเนินงานของ กกต. กำลังทำให้กระบวนการเลือกตั้งไทยเข้าสู่ภาวะ “สุญญากาศ” หรือไม่ พร้อมเปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการได้เชิญสำนักงาน กกต. เข้าชี้แจงกรณีคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งการเลือก สว. และ สส. โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมครบถ้วน ยกเว้น กกต. ที่แจ้งไม่สามารถเข้าร่วมได้ แม้จะได้รับหนังสือเชิญล่วงหน้ากว่า 2 สัปดาห์ และแจ้งเหตุขัดข้องเพียง 2 วันก่อนประชุม โดยอ้างภารกิจการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา

 

ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ กกต. ในช่วงเวลาที่คดีฮั้ว สว. กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของสำนวนและกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมกำลังจับตาว่าคดีดังกล่าวจะถูกเร่งรัดหรือถูกทำให้อ่อนแรงลงหรือไม่

 

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า นายแสวง อาจไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อการต่อสัญญาจ้างในตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ว่า หากผลการประเมินเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 เหตุใดจึงเพิ่งมีความชัดเจนในปี 2569 พร้อมตั้งคำถามว่าการเปิดเผยข้อมูลในช่วงเวลานี้เป็นเพียงความล่าช้าทางการบริหาร หรือเป็นการ “โยนหินถามทาง” เพื่อทดสอบกระแสสังคม และถ้าเลขาธิการ กกต. ถูกประเมินว่าสอบตก ประชาชนก็มีสิทธิ์ถามต่อว่า กกต. ทั้ง 7 คน ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงาน กกต. จะต้องรับผิดชอบต่อผลงานดังกล่าวอย่างไร เพราะเลขาธิการไม่ได้ทำงานโดยลำพัง

พร้อมกันนี้ นายภัณฑิล ยังแสดงความกังวลต่อความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่า แม้จะครบกำหนด 90 วันในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าคดีจะเดินหน้าไปในทิศทางใด พร้อมย้ำว่าสำนวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการสูงสุด ยังดำเนินการภายใต้ฐานความผิดคนละส่วน ทั้งคดีฟอกเงิน อั้งยี่ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่ใช่คดีที่จะจบลงได้ง่าย จึงเรียกร้องให้ กกต. เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในการประชุมครั้งถัดไป พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนผู้ถูกกล่าวหา พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และผลของมติ กกต. ที่จะมีต่อสำนวนคดีของ DSI รวมถึงชี้แจงว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่า หากมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ กกต. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการบรรจุวาระ การประสานงานกับ DSI และอัยการ รวมถึงการชี้แจงต่อรัฐสภา พร้อมเตือนว่าไม่ควรใช้การเปลี่ยนตัวผู้บริหารเป็นข้ออ้างให้คดีสำคัญถูก “แช่แข็ง” และหาก กกต. ยังไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง เพราะการตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาและข้อครหาเดิม ๆ เกิดขึ้นซ้ำอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่