“สว.นพดล” ยืนยัน ไทยไม่มีทางเสียเปรียบเขมร เคลียร์ทับซ้อนกัมพูชา ชี้ “การประนอมภาคบังคับ” เป็นแค่ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่คำพิพากษาศาลโลก ชม กต. เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติวันนี้
นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ว่า ตนขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982
ซึ่งถือเป็นกติกาสากลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยตามขั้นตอนปกติทั่วไปเมื่อมีการยกเลิก MOU 44 แล้ว และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำคือ การเปิดเจรจาหารือกันในระดับ ทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้นแต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย
นายนพดล กล่าวต่อไปว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีปไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้ตนอยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริง การประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชาจะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน
“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม
ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลหรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ นายนพดล ยังได้กล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศเข้าร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้น การที่นายสีหศักดิ์จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงในวันนี้ให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภาเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก
ในส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา นายนพดล เปิดเผยว่า ตนเตรียมจะนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือนว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews