รมช.คมนาคม เผย “กรมราง” ดำเนินคดีเพิ่มรถทุกคันที่ทับเส้นรางรถไฟฐานฝืนกฎจราจร – อนุมัติเงินเยียวยาเหยื่อแล้ว 6 ราย – ชี้ไม่ต้องถอดบทเรียนแต่ต้องแก้ปัญหาทันที ใช้กองทุนเลขสวยแก้ปัญหาจุดตัดทางลัดชุมชน-รางรถไฟ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย และได้รับความสูญเสียจากเหตุรถไฟชนรถประจำทาง เมื่อ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมาวา ขณะนี้ การเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว ได้มีการอนุมัติเงินเยียวยาแล้ว จำนวน 6 ราย จากทั้งหมด 8 ราย โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ หรือ ขสมก.และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้เยียวยา 2,900,000 ล้านบาท และจะมีอีก 300,000 บาท จากกองทุนคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่ง ขสมก. และ รฟท.จะดำเนินการขอนุมัติต่อไป เช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บได้มีการไปเยี่ยม และเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว ส่วนผู้เคราะห์ร้านอื่น ๆ จะดำเนินการต่อไป
ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีนั้น นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางราง ได้แจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ขับรถไฟ ฐานประมาท และได้มีการดำเนินคดีกับรถทุกคน ที่จอดทับบริเวณรางรถไฟ ฐานฝ่าฝืนกฎจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะดำเนินการต่อไป
ส่วนกระทรวงคมนาคมจำเป็นจะต้องมีการถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า การถอดบทเรียนนั้น กระทรวงคมนาคมไม่เคยพูดถึง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ควรจะดำเนินกันมานานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นเหตุที่รอการเกิด และปัญหาเหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีการจัดการ และหลายจุดที่เป็นทางลัดข้ามระหว่างทางรถไฟ และชุมชน ซึ่งมีอุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วน ก็จะต้องแก้ไขทันที ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการพูดคุยกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง หรือ สทร.เรียบร้อยแล้ว โดยจะนำงบประมาณจากกองทุนเลขทะเบียนสวย ไปจัดการกับปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งจะนำร่องในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลก่อน ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศ ให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัย และสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งไฟเตือน เสียงหวูดแจ้งเตือนให้ครบถ้วน ซึ่งในอนาคตอาจจะมีไม้กั้นอัตโนมัติ มีระบบการตรวจจับ เพื่อลดความผิดพลาดมนุษย์ หรือ Human Error
ส่วนที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ สหภาพการรถไฟ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนบริหารจัดการไม่เพียงพอ จะต้องมีการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มนั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า ถือเป็นข้อเสนอหนึ่งของสหภาพการรถไฟ แต่เชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถทดแทนด้ ซึ่งที่ผ่านมา มีการลดคนแต่ไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีมาให้ หรือหากจะต้องเพิ่มบุคลากร ก็อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการจ้าง เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันงบประมาณนาน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews