พี่สาวเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ร่ำไห้แทบขาดใจ อยากได้น้องคืนมา

ข่าว ภูมิภาค

 

พี่สาวเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ร่ำไห้แทบขาดใจ คาใจคนขับรถไฟไม่เห็นธงแดง เตรียมรับศพกลับบ้าน

 

จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ ขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–เพชร ถนนกำแพงเพชร 7 กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุรวม 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ท่ามกลางความตกใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตพบว่าเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ คือ นางเทียม พวงยอด หรือ “ยายเทียม” อายุ 57 ปี ชาวบ้านกระต่ายด่อน ตำบลสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเดินทางไปทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ในกรุงเทพมหานครมานานกว่า 40 ปี

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางลงพื้นที่ไปยังบ้านของผู้เสียชีวิต ที่บ้านกระต่ายด่อน ตำบลสมอ อำเภอปรางค์กู่ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว ญาติพี่น้อง และมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

 

 

บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องและชาวบ้านต่างเดินทางมาร่วมให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง หลายคนยังไม่สามารถทำใจเชื่อได้ว่าหญิงใจดี ร่าเริง และเป็นเสาหลักของครอบครัว จะต้องมาจบชีวิตลงจากเหตุการณ์สลดเช่นนี้

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษได้กำชับให้ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลเรื่องพิธีศพและช่วยเหลือครอบครัวอย่างใกล้ชิด

 

 

ด้าน นางจุ๋ม พวงยอด อายุ 59 ปี พี่สาวคนที่ 2 ของนางเทียม เปิดเผยว่า ตนและน้องสาวผูกพันกันมาก แม้ต่างคนต่างไปทำงาน แต่จะโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลพูดคุยกันแทบทุกวัน โดยน้องสาวเดินทางออกจากบ้านไปทำงานเป็นแม่บ้านตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี และใช้ชีวิตทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครนานกว่า 40 ปี เพื่อส่งเสียและช่วยเหลือครอบครัวมาตลอด วันเกิดเหตุ นางเทียมได้ขึ้นรถเมล์สาย 206 จากที่ทำงานเพื่อกลับห้องพัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้เดินทางเป็นประจำทุกวัน

โดยช่วงประมาณ 14.00 น. ก่อนเกิดเหตุเพียงไม่นาน ทั้งสองคนยังวิดีโอคอลพูดคุยกันตามปกติ น้องสาวยังพูดติดตลกว่า “ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะเอาเงินมาให้พี่” ทำให้ตนยังหัวเราะและพูดคุยกันอย่างมีความสุข แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจจนถึงตอนนี้ คือ ระหว่างที่คุยกันนั้น ตนสังเกตเห็นใบหน้าน้องสาวดูหมองคล้ำผิดปกติ คล้ายมีลางร้ายบางอย่าง

“น้องบอกว่าจะขึ้นรถเมล์กลับห้องเพื่อไปลุ้นหวย พอหลังจากนั้นประมาณบ่าย 3 โมง ตนโทรหาอีกก็ไม่ติดแล้ว ตอนแรกยังไม่คิดอะไร กระทั่งช่วงประมาณ 4 โมงเย็น มีข่าวว่ารถไฟชนรถเมล์ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าน้องอยู่บนรถคันนั้น จนมีรายชื่อผู้เสียชีวิตออกมา แล้วเห็นชื่อน้อง ตนแทบช็อก ทำอะไรไม่ถูกเลย”

นางจุ๋ม กล่าวต่อว่า น้องสาวเป็นคนขยัน อดทน และรักครอบครัวมาก แม้จะทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่ก็ไม่เคยบ่นให้ใครฟัง ทุกครั้งที่กลับบ้านช่วงงานบุญเดือนตุลาคม หรือบุญสาทรไทย น้องสาวจะซื้อของฝากกลับมาฝากญาติพี่น้องเสมอ อีกทั้งยังเป็นคนชอบทำบุญ เข้าวัด ถือศีล กินเจ และช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา ทำให้ทุกคนรักและเอ็นดู

พร้อมกันนี้ นางจุ๋ม ยังตั้งคำถามถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการทำงานของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งตนยังรู้สึกคาใจว่า เหตุใดจึงไม่ชะลอหรือหยุดรถ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีสัญญาณเตือนและมีการโบกธงแดง

“ตอนนี้สิ่งที่อยากได้มากที่สุด คือ อยากได้ชีวิตน้องสาวกลับคืนมา การสูญเสียครั้งนี้มันโหดร้ายมาก ตนอยากถามคนขับรถไฟว่า ตอนขับรถใจไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่เห็นสัญญาณ ไม่เห็นธงแดงโบก ทำไมถึงไม่หยุดรถ ถ้าระวังมากกว่านี้ คนอาจไม่ต้องตาย” นางจุ๋ม กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงอุบัติเหตุครั้งนี้ และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รวมถึงหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก เนื่องจากจุดตัดทางรถไฟหลายแห่งยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย และเกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้งในอดีต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ญาติของนางเทียมได้เดินทางไปรับศพแล้ว โดยอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและตรวจ DNA ก่อนจะนำร่างกลับมายังบ้านเกิดที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี คาดว่าจะเดินทางถึงบ้านภายในวันพุธหรือวันพฤหัสบดีนี้

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่