กรมธุรกิจพลังงานแจ้งเอาผิด 6โรงกลั่น ประวิงเวลาส่งน้ำมัน

อาชญากรรม ข่าว

 

4 หน่วยงานพบหลักฐาน ขบวนการ “ประวิงเวลา-กักตุนน้ำมัน” ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤต -กรมธุรกิจพลังงานแจ้งเอาผิด 6 โรงกลั่น

 

วันที่ (18 พ.ค.69 )ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีน้ำมันของตนเองมีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะ วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

คณะทำงานฯ ตรวจสอบจนพบว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่ายน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมัน ไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมัน ในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 – 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมัน อยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต

โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้นส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท

เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย” ตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกลุ่มขนส่ง ในข้อหาใบกำกับการขนส่งไม่เป็นไปตามประกาศที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ตามมาตรา 30 พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้านพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI บอกว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมตรวจสอบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันบางราย ซึ่งเข้าข่ายมีลักษณะเป็นขบวนการ มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน โดย DSI อยู่ระหว่างดำเนินการใน 4 กรณีสำคัญ โดย วันนี้เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานจะเข้าแจ้งความเอาผิดกับ 6 โรงกลั่นทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า เดิมทีเงินจากกองทุนน้ำมันมีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนและชดเชยราคาน้ำมันให้ประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เหมาะสม แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่ามีกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางรายนำส่วนต่างจากการอุดหนุนไปใช้เพื่อกักตุนและเก็งกำไร แทนที่จะกระจายน้ำมันออกสู่ตลาดตามปกติ ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐอย่างเต็มที่ กระทรวงพลังงานจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย กรณีพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งข้อมูลให้ DSI ดำเนินคดีแล้ว 166 รายการ ซึ่งเป็นกรณีความผิดเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ที่กระทำผิด พร้อมขยายผลทุกคดี ทั้งกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคดีปลอมปนน้ำมันที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งขณะนี้ DSIอยู่ระหว่างติดตามเส้นทางการเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่