“เอกนิติ” รับลูกเอกชน หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยท่ามกลางภาวะวิกฤตพลังงานจากสู้รบตะวันออกกลาง นายกฯ สั่งตั้งคณะทำงาน รัฐ-เอกชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกันระหว่าง รัฐบาล และตัวแทนผู้ประกอบการภาคเอกชนชั้นนำของประเทศทั้งหมด 35 คน โดยระบุว่า ภาคเอกชนมองเห็นโอกาสจากวิกฤตด้านพลังงาน และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม ที่ไทยจะดึงดูดการย้ายฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทานเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน

โดยการที่จะคว้าโอกาส ดังกล่าว ภาคเอกชนได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ด้าน เริ่มจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็น โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับปรากฏการณ์เอลนีโญ และสนับสนุนความมั่นคงของฐานการผลิตภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซล่าเซลล์ และระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การลงทุนพัฒนากำลังคนเพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นตัวช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน
นอกจากนี้ จะต้องเร่งค้นหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งภาคเอกชนเสนอให้ดึงจุดแข็งของประเทศมาใช้ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจเกิดการควบรวมกิจการ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ข้อเรียกร้อง คืออยากให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะความล่าช้าในการออกใบอนุญาตและการจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานจริง โดยให้นำความสำเร็จของการอนุมัติแบบรวดเร็ว โดยนำโครงการ BOI Fast Track มาเป็นต้นแบบ นอกจากนี้ เอกชนยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ซึ่งอยากให้มีการผลักดันจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังด้วย

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ภาคเอกชน อยากเห็นรัฐบาลมีการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งสามารถฃบูรณาการความร่วมมือร่วมกันเพื่อสานต่อข้อเสนอทั้งหมดให้เกิดขึ้นจริง นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ
(กรอ.) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันต่อจากนี้เป็นต้นไป และคาดว่าเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะเริ่มขับเคลื่อนร่วมกัน คือการพัฒนาคน และการลงทุนด้านพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากการผลักดันการลงทุนแล้ว ที่ประชุมยังได้แสดงความห่วงใยต่อปัญหาค่าครองชีพ และภาวะเงินเฟ้อที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานราก และผู้ประกอบการ SME เกาะราะฉะนั้น การลงทุนใหม่ๆ จะต้องกระจายผลประโยชน์ลงสู่ SME และประชาชนในระดับภูมิภาคอย่างทั่วถึง
สำหรับแนวทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ภาคเอกชนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการลงทุน โดยให้ภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ซึ่งเอกชน ได้เสนอให้เร่งพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาที่ด่านแม่สอด และการเร่งสร้างเส้นทางรถไฟส่วนต่อขยายที่ขาดหายไป ระหว่างจังหวัดชุมพร และระนอง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางใต้ให้สมบูรณ์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews