เรือนจำคลองเปรม ติดกำไล EM ข้อเท้า ทักษิณ ตามเงื่อนไข ก่อนเข้ารายงานตัวเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ยิ้มย้ายพูดทักทายสื่อ ขณะที่ กรมคุมประพฤติแจง ข้อกําหนดหากฝ่าฝืนอาจถูกพิจารณาเพิกถอนการพักโทษ
วันที่ (11 พ.ค.69) เมื่อเวลา 08.39 น. ที่ผ่านมา ที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวแพทองธาร ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ซึ่งเดินทางมาเพื่อรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 กระทรวงยุติธรรม โดยผู้สื่อข่าวพยายามพูดคุยและสอบถามนายทักษิณยิ้มแย้มและพูดจาทักทายสื่ออย่างอารมณ์ดีก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากสํานักงานคุมประพฤติ
ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่า ก่อนที่นายทักษิณจะออกจากเรือนจํากลางคลองเปรม ได้เข้าสู่ขั้นตอนของการติดกําไล EM ที่ข้อเท้าด้านซ้าย ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ
ส่วนที่ไปสํานักงานคุมประพฤติคือ ไปรายงานตัว ต่อ เจ้าพนักงานคุมประพฤติ ตามขั้นตอนหลังได้รับการปล่อยตัวจากการพักโทษ
ขณะที่ กรมคุมประพฤติดำเนินการ กรณีกรมราชทัณฑ์แจ้งมติคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ให้ปล่อยตัวพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร นับตั้งแต่ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะพ้นโทษและพ้นจากการพักการลงโทษ ในวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับเรือนจำที่ปล่อยพักการลงโทษดำเนินการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในทันที หลังจากนั้นให้ไปรายงานตัวต่อ พนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ผู้อุปการะพักอาศัย ภายในระยะเวลา 3 วัน
ในระหว่างการพักการลงโทษมีเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือสำคัญพักการลงโทษ จนกว่าจะพ้นการพักการลงโทษ ดังนี้
1. พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่อยู่ที่กำหนด หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุมัติก่อน
2. ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นั้น ไม่ว่าโทษสถานใด ให้ผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือผู้อุปการะแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
3. ให้ประกอบอาชีพที่สุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
4. ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติ และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งจะต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ เดือนละ 1 ครั้ง
5. ห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่จะมีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ
6. ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย
7. ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
8. ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
9. ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดอีก
10. เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี)- ไม่มี
11. ผู้ได้รับการพักการลงโทษ จะต้องแสดงหนังสือสำคัญพักการลงโทษต่อพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำ เมื่อมีการเรียกให้แสดง หากหนังสือสำคัญพักการลงโทษสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับฉบับแทน ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญดังกล่าว พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับส่งเรือนจำก็ได้
อนึ่ง หากผู้ได้รับการพักการลงโทษฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว พนักงานคุมประพฤติต้องรายงานผลการคุมความประพฤติต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ พิจารณาเพิกถอนการพักการลงโทษ ต่อไป ผู้ได้รับการพักการลงโทษ ได้เข้ารายงานตัว และรับทราบเงื่อนไขที่กำหนดข้างต้นเรียบร้อยแล้ว
กรณีเป็นที่สนใจของประชาชน เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง กรมคุมประพฤติ จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อโปรดทราบ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news