“คนค้านก็เคยกู้” วาทกรรมโต้กลับรัฐบาลสีน้ำเงิน

Hot Clips Video

 

 “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล” พูดก่อนเดินทางไปฟิลิปปินส์ เพื่อประชุมผู้นำอาเซียน เดี่ยวกับกรณีพรรคฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านว่า “คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อน จำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นเขาใช้คำว่า ไทยเข้มแข็ง แต่ผมใช้คำว่า ไทยช่วยไทย”

 

จากคำพูดดังกล่าวของ”นายกฯหนู” ทำให้ย้อนคิดไปถึงคำพูดของ”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ที่พูดประเด็นเดียวกันก่อนหน้านี้ว่า สมัยรัฐบาล”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็เคยทำโครงการไทยเข้มแข็ง ก็โดนร้องเหมือนกัน และวันนั้นตนเองก็เป็นคนที่ไปช่วยในการอธิบายทำความเข้าใจ รวมถึง การชี้แจงของ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ ในการตอบกระทู้ ที่ใช้คำว่า “อย่าเอาบาดแผลความผิดพลาดของตัวเองมาวัดคนอื่น” ซึ่งจากการตอบโต้ ชี้แจง ของนายกฯ, รองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักฯ ทำให้แฟนคลับเลือดน้ำเงินถูกใจ สะใจ แห่คอมเมนต์ แห่แชร์ในโลกโซเชียลกันจำนวนมาก

 

แต่ในทางกลับกัน นักวิชการบางคนกลับมองว่า นายกฯ และรองนายกฯ รวมถึงรัฐมนตรีประจำสำนัก พยายามตอบโต้ฝ่ายค้านด้วยการใช้วาทกรรม “คนค้านก็เคยกู้” และไม่ได้ชี้แจงในข้อท้วงติงของฝ่ายค้านด้วยข้อมูล หรือสถิติอะไรเลย นอกจากคำว่า “จำเป็น” เพราะขณะนี้กำลังเจอกับสภาวะวิกฤตของโลก ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่

 

ขณะเดียวกัน มีการย้อนไปดูความจำเป็น และเหตุผลการออกพรก.กู้ ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ มาเปรียบเทียบ กลับมีข้อมูล สถิติเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน คือ การกู้เงิน 4 แสนล้าน ยุค”อภิสิทธิ์” เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” จีดีพีไทย ติดลบถึง 2.3% ต้องกู้เพื่ออัดฉีดโครงสร้างพื้นฐาน “พยุงระบบเศรษฐกิจ” ในภาวะฉุกเฉิน

 

และสุดท้ายก็ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาโตถึง 7.5 % และยกเลิกแผนกู้เงินรอบใหม่ ต่างจากปัจจุบัน หรือพูดว่าตรงกันข้ามก็ได้ เพราะปัจจุบัน จีดีพียังคาดการณ์เป็นบวก 1.5% ยังไม่ได้เผชิญวิกฤตช็อกโลก แต่เลือกที่จะกู้เงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งคำชี้แจงต่อสภา ของรัฐมนตรี “ภราดร” ที่ระบุ วงเงิน 2 แสนล้าน

 

สำหรับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด จะทยอยกู้ในปีหน้า ก็ยิ่งสะท้อนชัดว่าไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วนฉุกเฉิน

 

“กรณ์ จาติกวณิช” อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง สมัย”รัฐบาลอภิสิทธิ์” ย้ำอีกครั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดขัดขวางการพัฒนา การช่วยเหลือประชาชน แต่ “การออก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล ยังไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และ 173 เนื่องจากยังไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงในระดับเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด-19 ที่ GDP ติดลบ โดยมองว่า แม้ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูง แต่รัฐบาลยังมีแนวทางอื่นในการแก้ปัญหา เช่น ปรับสูตรราคาน้ำมัน หรือลดภาษีสรรพสามิต แทนการกู้เงินจำนวนมากเพื่อเยียวยา

 

นอกจากนี้ พรรคประชาชน พรรคฝ่ายค้านอันดับ 1 โดย “ศิริกัญญา ตันสกุล” ก็ท้วงติงว่า รัฐบาลพยายาม “สอดไส้ตีเช็คเปล่า” กู้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่กลับนำงบเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันด้วยการมัดรวมแผนงานไว้ด้วยกันไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้ 2 พรรคเห็นตรงกันคือต้องยื่นศาบรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยพรรคประชาชน ซึ่งออกตัวทีหลัง แต่มีเสียงมากกว่า ยืนยันจะเป็นผู้ยกคำร้องในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเอง และให้พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเข้าชื่อด้วย ซึ่งทางพรรคสีฟ้า ก็ไม่ขัดข้อง โดยมองว่า ใครยกร่างก็ได้ แต่เหตุผลหลักคือ ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นเรื่อง พรก.น่าจะชัดเจนแล้วว่าต้องถึงศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่