“ศุภจี”แจง ตั้งที่ปรึกษาไม่ใช่เงินหลวง ชี้ มีมากประสบการณ์ – เห็นความสามารถ รับดีล รองหัวหน้า ปชป. จริง ไม่สนสังกัดพรรค พร้อมทำให้เห็นไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีการทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ว่า เนื่องจากเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งเคยเป็นตัวแทนการค้าที่ช่วยประเทศไทยเจรจาการค้า EU ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งยังทำไม่แล้วเสร็จ และยังอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)
นางศุภจี ย้ำว่า ตนเห็นถึงผลงานและความสามารถ จึงทาบทามมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ไม่เป็นไร เพราะตนเองเคยพูดแล้ว และอยากทำให้เห็น หากทำแล้วเกิดประโยชน์ เราก็ไม่ต้องมาเริ่มเตรียมงานกันใหม่ เมื่อทำมาแล้วก็ต่อให้จบ โดยในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีการเจรจากับ EU เป็นรอบที่ 9 และอยากจะให้การเจรจาในรอบนี้จบ และสะเด็ดน้ำ เพราะเราไม่มีเวลาเริ่มใหม่ ซึ่งต้องชื่นชมท่านที่ยินดีมาช่วย แต่ในขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการ เนื่องจากตนเองยังไม่เป็นรองนายกรัฐมนตรีสมบูรณ์แบบ เพราะรัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไป โดยท่านก็ยินดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่ในขณะนี้เราได้เริ่มทำงานกันไปแล้ว และเราก็ไม่ได้แยกว่าจะต้องเป็นคนของพรรคไหน ซึ่งพรรคไหนก็ไม่สำคัญ เป็นจังหวะที่เราต้องเร่งทำงาน เพราะประเทศเรากำลังเจอวิกฤต พร้อมนำสิ่งดีๆ มาต่อยอด
นางศุภจี กล่าวต่ออีกว่า ตนเองยังได้ทาบทามบุคคลที่มีความสามารถอีกหลายคนมาช่วยงาน ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งนี้ไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนที่มามาช่วยตนนั้นมีความตั้งใจ ซึ่งหลายคนเป็นบุคคลที่ที่มีคุณูปการ เป็นคนที่มีประสบการณ์ มีความสามารถ ดังนั้นตนจึงอยากชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจ เนื่องจากมีหลายคนมองว่าตนใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งทุกคนมาช่วยตน และบุคคลที่มาเป็นที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีมีความสามารถเกือบทุกด้าน ซึ่งวิกฤติในวันนี้มีหลายมิติ ทั้งการค้า ความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ ที่มีความเกี่ยวพันกันไปหมด จึงต้องมีคนที่มีความรู้จากหลากหลายมาช่วยกัน
เมื่อถามว่า ในการทาบทามบุคคลมาร่วมงาน ได้ใช้คอนเน็คชั่นส์ส่วนตัวของนางศุภจีใช่หรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เป็นเรื่องของความตั้งใจที่หลายท่านอยากจะเข้ามาช่วย คงไม่ใช่เพราะตน
สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta
ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป
รวมถึงนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)
นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวถึงที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.พรรคประชาชน วิจารณ์ถึงการชี้แจงเรื่องราคามะพร้าวที่บอกว่าราคาขึ้นไปถึง 7 บาทแล้วแต่แท้จริงราคายังอยู่แค่ 3 บาท จึงขอให้นางศุภจี ฟังเสียงเกษตรกรมากกว่าข้าราชการ
โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า ได้ฟังอย่างรอบด้าน ไม่ว่าราคา 3 บาทหรือ 7 บาท ก็ยังไม่พอใจ เพราะมันสามารถราคาสูงได้มากกว่านี้ และหากไปฟังที่ได้ลุกขึ้นชี้แจงเมื่อวานนี้ (9เม.ย.69) ในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าว ไม่ได้แก้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงคุณภาพของแพ็คเกจ ซึ่งในปีนี้เรามีผลผลิตมะพร้าวออกมาจำนวนมาก ราคาอาจจะตกลงบ้าง นี่เป็นประเด็นแรก
ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพก็ด้อยลง หากมะพร้าวคุณภาพด้อย ตกเกรด ราคาก็ไม่ดี ซึ่งไม่ว่าราคามะพร้าวจะอยู่ที่ 3 บาท 7 บาท หรือ 10 บาท ก็ต้องยอมรับว่ามีคนขายได้ในราคา 10 บาทด้วย แต่ในความเป็นจริงอยากได้ราคาที่มากกว่านี้ ก็ต้องแก้ที่ระบบ แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว เพราะเป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน ดังนั้นต้องไปเน้นในเรื่องของการแปรรูป และการรับฟัง ก็ต้องรับฟังทั้งหมด รวมไปถึงดูแลการควบคุมการผลิต
“หากถามว่ามะพร้าวราคา 3 บาทมีหรือไม่ก็อาจจะมีเป็นมะพร้าวที่อยู่บนต้น หรือมะพร้าวที่ตกคุณภาพ ส่วนราคา 7-10 บาท ก็อาจจะมีแต่ยังไม่พอใจ จึงอยากขอให้ช่วยกันสื่อสารผ่านสื่อมวลชนให้เกิดความเข้าใจ“ นางศุจี กล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews